Tuesday, 27 March 2012

จบวัน ที่ตรงไหน


by meepole

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า " เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง"  แต่สำหรับ meepole แล้ว การจบวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และ meepole ก็ให้ความสำคัญกับ "การจบวัน" มากกว่าการเริ่มต้นวัน  เสียอีก เพราะการเริ่มต้นวันนั้น ง่ายๆบอกกับตัวเองจนไม่ต้องบอกแล้วว่า "มงคลสูตรข้อ1" แค่นี้สติก็เกิดได้ทั้งวัน แต่ทั้งนี้ก็นาๆจิตตังแล้วแต่วิถีชีวิตที่แต่ละคนเลือก


ขอทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า "การจบวัน" ในที่นี้คือ "การหมดวันในแต่ละวัน " มีใครเคยรู้สึกหรือสังเกตุไหมคะว่า ในแต่ละวันของเรา อะไรเป็นตัวบอกว่า จบอีกวันแล้ว หรือ "เฮ้อ! หมดวันเสียที" แล้วคุณทำอะไรเพื่อต้อนรับการหมดวัน หรือเปล่า นั่นคือประเด็นของเรื่องนี้


คนหลายๆคนไม่ได้สนใจอะไร ไม่คิดอะไร ชีวิตก็ผ่านไปวันๆ บางคนก็แบบหาเช้ากินค่ำ รู้ว่าเช้าวันใหม่แล้วเพราะไก่ขัน นกร้อง เสียงรถจอแจ แสงแดดส่องเข้าห้องฯ  ส่วนเย็นก็ พระอาทิตย์ตกดิน นกกลับรัง ทานข้าวมื้อเย็น  หรือไม่ก็ล้างจาน ปิดโทรทัศน์เข้านอน เป็นการจบเย็น ของหลายๆคน


ของ meepole การเริ่มจบเย็นมี 3 ช่วงคือ ช่วงประมาณ 5 โมงเย็นให้อาหารเด็กๆ 4 ตัว หลังจากนั้นเก็บกวาดเล็กน้อย อาบน้ำ ลงมาเขียนหนังสือต่ออีกรอบ จนไกล้ 2 ทุ่ม ขึ้นไปไหว้พระสวดมนต์  เป็นส่วนกิจกรรมของวันที่จิตกำหนดรู้ตัวว่า "จบวัน "  ขอพรพระ แผ่เมตตา อุทิศกุศลอานิสงส์จากการสวดมนต์ให้บรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร ฯ  ดับเทียน  นี่จิตจะบอกว่า "จบวัน" แล้วจ๊ะ   แล้วจะลงมานั่งหน้า TV เขียนหนังสือต่อ อันนี้เป็นส่วนสบายๆที่ทำต่อ ...เขียนจนไกล้เวลานอน จะเล่นเกมส์ต่อโซ่อีกเล็กน้อยพอแพ้มันก็เข้านอน หุ หุ


 ทุกครั้งที่เตรียมจะเริ่มสวดมนต์เย็น จุดเทียน ธูป ปักธูป ก้มลงกราบพระพุทธ มองที่องค์พระก็จะรู้สึกดี อิ่มใจ (ลองดูภาพที่ให้มาก็ได้ค่ะ)และขอบคุณโอกาสที่ได้เกิดเป็น มนุษย์ เป็นชาติเดียวที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ ต่อบุญ อุทิศให้ใครต่อใครได้ หากเกิดเป็นสัตว์ใดๆ คงไม่ได้มีโอกาสดีเช่นนี้ และทุกครั้งที่สวดมนต์เสร็จ จะรู้สึกดีๆ จิตสงบสบาย ปลอดโปร่ง รู้สึกขอบคุณ ที่ชีวิตแต่ละวันพบแต่ความสงบ แม้วันไหนที่จำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ตั้งจิตขอพบแต่คนดี (เลยไม่ค่อยได้พบใครนัก หุ หุ) แม้วันไหนที่เข้ามหาวิทยาลัย หากมีคลื่นมากระทบ (เพราะเป็นที่รวมทั้งบัณฑิต และอบัณฑิต)  แต่ไม่กระเทือนเพราะมีเกราะที่ดีกั้นป้องกันไว้เสมอ กำแพงบุญที่ค่อยๆก่อไว้จะเป็นด่านป้องกัน สะท้อนสิ่งไม่ดีออกไปเอง โดยไม่รู้ตัวในบางครั้ง แต่ผ่านไปด้วยดีเสมอ ขอให้ยึดและทำในสิ่งถูกต้องไว้ (มักมีคนมาบอกภายหลัง และบอกว่าอจ.โชคดีที่ไม่โดน เพราะส่วนมากโดนกันแล้ว)  แค่รับรู้ (บางทีแอบยิ้มอีกต่างหาก ว่ากุศลช่วยอีกแล้ว) แล้ววางที่นั่น ไม่เคยเข้าถึงในจิตส่วนลึกได้  (แต่สามารถเอามาเขียนถ่ายทอด เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ สะท้อนชีวิตบ้าง เขียนจบ ก็หมดลบทิ้งกันไป)


ขอให้ทำความดีไปเรื่อยๆเหมือนการเติมน้ำใส่ตุ่ม ไม่ต้องไปสนใจว่ามีน้ำมากแค่ไหนแล้ว หมั่นเติมใส่ทุกวัน ตั้งแต่ 1 หยดถึง 1 ขัน เติมเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะเต็ม มีให้เราดื่มกิน มีเหลือเผื่อแผ่ให้คนอื่นมาตักกินด้วยเป็นความสุข 2 เท่า ขอให้ตั้งใจจบวันให้ดี ขอผลบุญที่ได้ทำในแต่ละวันที่ได้ทำแล้ว (หากไม่แน่ใจย้อนกลับไปอ่านเรื่องการทำบุญ 13 ตอน ที่เขียนแล้ว) หนุนส่งให้ได้พบในสิ่งที่ดี เป็นมงคลแก่ชีวิต และมีชีวิตที่สงบเย็น ขอให้ตั้งใจมั่นแล้วจะได้สิ่งดีๆนั้นจริงๆค่ะ ขอยืนยัน

 หากใครคิดหรือรู้สึกว่าชีวิตแต่ละวันวุ่นวายหนอ ทุกข์หนอ ลองมาเริ่มจบวันกันด้วยการกำหนดสติ และอุทิศบุญ แผ่เมตตา กันทุกวันนะคะ แล้วชีวิตจะเปลี่ยนแปลง ค่ะ :)

ที่มาภาพพระพุทธ: myspace.com

Sunday, 18 March 2012

อย่า..งมงายในวิทยาศาสตร์


by meepole
คำกล่าว ตามชื่อเรื่องข้างต้นกำลังเป็นประเด็นร้อนทั่วโลกอินเทอร์เน็ต (ข่าวว่าเช่นนั้น) มีที่มาที่ไปอ่านได้จาก http://hilight.kapook.com/view/68861  (ควรอ่านก่อน) แต่เรื่องนี้ไม่ไช่ประเด็นหลักที่ meepole จะวิพากษ์วิจารณ์ (เดี๋ยวจะหาว่าเกาะกระแส)  เพราะบางเรื่องบางเรื่องควรต้องรู้เสมอกันจึงถกประเด็นกันได้ เพราะต้องอิง ความรู้ ความเข้าใจ เหตุผล หาไม่แล้วทะเลาะกันไปก็ไม่เกิดปัญญาขึ้น ขุ่นมัวกันไปเปล่าๆ และบางเรื่องต้องใช้ระยะเวลา ไปเถียงทันที ไม่มีอะไรดีขึ้น คนดีๆเสียความเชื่อถือก็มากมาย เพราะออกมา ผิดสถานที่ ผิดเวลา และ/หรือพูดด้วยความหลงตน แม้ภายหลังออกมาพูดเรื่องถูกต้องก็มีเฉพาะคนฟังที่มีปัญญาเสมอกันจึงเชื่อ สังคมยุคนี้จึงค่อนข้างเปราะ เบา

meepole ในฐานะเป็นนักวิทยาศาสตร์ อันนี้เพราะเรียนและวิจัยค้นคว้าในสาขานี้มาโดยตลอด สามารถยืนยันได้ว่าการค้นคว้า ค้นพบทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนความรู้ต่างๆมากมายที่เกิดขึ้น ต้องพึ่งเทคโนโลยี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นำมาซึ่งการค้นพบเทคโนโลยี มีเทคโนโลยีก็สามารถนำไปสู่ความรู้ใหม่ต่อยอดได้เรื่อยๆ  ต่างตอบแทนว่างั้นเถอะ ที่เห็นชัดคือปัจจุบันเราก้าวสู่ยุคของนาโนเทคโนโลยี เป็นขนาดที่เล็กมากจนต้องใช้อุปกรณ์พิเศษใหม่หมดในการศึกษา ในอดีตหลายสิบปีที่แล้วไม่มีใครมองเห็นในระดับนั้นได้ และหากใครพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็นในยุคโน้นก็จะถูกมองว่า "เพี้ยน" เรียกให้ดูดีถนอมน้ำใจก็ว่า " สติเฟื่อง" (เกือบฟั่นเฟือน) แต่พูดเรื่องเดียวกันนั้นในตอนนี้ กลับเป็นเรื่องโดดเด่น ค้นพบใหม่ เชื่อถือ เพียงเพราะมีเครื่องมือพิสูจน์  จริงๆแล้วอะไรที่ "มีอยู่" (exist) คือ "มีจริง" เราจะพบเห็นได้หรือไม่ต้องรอเวลา  อะไรที่ "ไม่มี" (non-exist) ยังไงๆก็ ไม่พบ เพราะไม่เคยมี

แม้ปัจจุบันก็เถอะ เชื้อโรค จุลินทรีย์ต่างๆ ไวรัสที่เล็กมาก.......
พูดให้บางกลุ่มฟัง ไม่ต้องเอากล้องมาส่องพิสูจน์ ก็เชื่อ เพราะเชื่อมั่นในคนพูด ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นหมอ ที่เรียนมาโดยตรง เคยเห็นแน่นอน   (ไม่ไช่เพราะไร้ปัญญา)
แต่บางกลุ่มต้องเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องให้ดูจึงเชื่อ
บางกลุ่มดูในกล้องเห็นแล้วก็ไม่เชื่ออีก หาว่าแสดงกล ไปโน่น

 นานาจิตตัง !!

ดังนั้น ความคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือ คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล ( พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ๒๕๔๖)  ต้องนำมาใช้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องฝึก ต้องมี (ให้มากขึ้นๆ) ในยุคปัจจุบันและอนาคต  หากมีเช่นนี้แล้ว การคิด การพูด  การปฏิบัติที่เกิดก็จะเป็นวิถีทางแห่งปัญญา เป็นธรรม สำหรับกลั่นกรองแยกแยะข้อมูลหรือแหล่งข่าวหรือที่เรียก "ปรโตโฆสะ" อีกชั้นหนึ่ง และเป็นบ่อเกิดแห่งความคิดชอบหรือ "สัมมาทิฐิ" ทำให้มีเหตุผล และไม่งมงาย  เป็นคนมีศาสนา
หมายเหตุ: ปรโตโฆสะ   คือการเรียนรู้จากแหล่งอื่น (learning from others) ได้แก่ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอนเล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากผู้เป็นกัลยาณมิตร
เหมือนข้อคิดจากหนังสือเรื่องสิทธารถะ ที่กล่าวไว้ว่า

"ความรู้ถ่ายทอดให้กันได้ ปัญญาเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดหรือสอนกันไม่ได้  ต้องค้นพบด้วยตัวเองเท่านั้น"

อ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (๒๕๔๖). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ของแถม  จาก http://th.wikipedia.org ลองคิดตามค่ะ

" ....โดยทั่วไปเราถือกันว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มต้นในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ โดยมี "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่" คือ กาลิเลโอ กาลิเลอี เป็นผู้ถอนรื้อและปรับปรุงแนวความคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยเก่า ที่ยึดกับแนวความคิดของอริสโตเติลทิ้งไป. ณ ขณะนั้น กาลิเลโอได้กำหนดลักษณะสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไว้ดังนี้
  • ทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายสาเหตุได้  เช่น ในขณะที่ยังไม่มีความรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงนั้น กาลิเลโอไม่สนใจที่จะอธิบายว่า "ทำไมวัตถุถึงตกลงสู่พื้นดิน ?" แต่สนใจคำถามที่ว่า "เมื่อมันตกแล้ว มันจะถึงพื้นภายในเวลาเท่าใด ?"
แต่คนเรามักติดยึด ที่จะหาคำตอบของกะพี้ เป็นส่วนใหญ่ มันเลยไม่ได้อะไร ชิมิ ชิมิ :)

Saturday, 10 March 2012

กตัญญูต่อร่างกาย

นักร้องประจำบ้าน เจ้ากางเขน

ช่วงนี้งานใช้สมองค่อนข้างมากต่อเนื่องงานต่องาน เพิ่งได้พักผ่อนมาสองวัน ไม่คิดอะไรให้สมองว่าง เตรียมรับงานใหม่ที่จะต้องเขียนต่ออีก  ชีวิต ร่างกายเราไม่ไช่หุ่นยนต์  หากรู้สึกว่าใช้มากไปในช่วงหนึ่งเพราะงานมาก ก็ต้องพักดูแลตัวเองทันที ขนาดหุ่นยนต์ยังต้องหยุดเครื่องเลย ร้อนมากเครื่องก็พังได้  และหากใช้อย่างไม่ถูกวิธีเครื่องยนต์ก็เสื่อมเร็ว ร่างกายเราก็เช่นกัน สุขภาพจะถดถอย ทรุดโทรมเร็ว เราจึงต้องกตัญญูต่อร่างกายของเราเอง เพราะหากเรามีแต่คำว่างานๆๆๆ จนเป็น "คนครึ่งหุ่น " ไม่รู้จักมีเวลาพักสำหรับชีวิต ก็คงต้องรอพักในโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอนถึงเวลานั้นไม่มีเวลา ห่วงงานขนาดไหนก็ต้องพัก แต่ไม่ไช่พักผ่อน แต่เป็นพักฟื้น บางอาการแม้หายแล้วก็ไม่หายขาดต้องกินยาตลอดไปก็มี


เพื่อนผู้อยู่บ้านเดียวกัน เห็นหน้าเขาแล้วยิ้มออกเลย หุหุ

 ดังนั้นตอนที่เราๆท่านๆทั้งหลายโรคภัยไข้เจ็บยังไม่มาเยือน ก็ต้องรู้จักกตัญญูต่อร่างกาย หาเวลาให้เขาได้พักบ้างอย่าตามใจตัวเองมากนัก เตรื่องจักรทำงานนานๆเรายังเป็นห่วงให้มันหยุดพักเลย แล้วชีวิตที่เราเป็นเจ้าของแท้ๆ ทำมไม่รู้จักจัดแบ่งเวลาให้ได้พัก หยุดเบรก มันอยู่ที่ใจ ไม่ต้องไปไหนไกลๆ หรือต้องจ่ายแพงๆ เพราะการพักสมอง พักร่างกาย จิตใจทำง่ายนิดเดียว เช่น ทำในสิ่งที่ชอบและอยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ (แต่คงไม่ไช่งานที่ทำ) ไปเดินเที่ยวในสถานที่ไกล้ๆเช่น วัดไกล้บ้าน หรือวัดที่น่าสนใจ (ศึกษาดูศิลปะในวัด) หรืออะไรก็ได้ที่ทำแล้วใจสบาย หากอยู่ชนบทโชคดีมีป่าธรรมชาติให้เดินพักผ่อน ของ meepole ง่ายมากนั่งที่บ้านฟังเสียงนกทั้งวัน เย็นค่ำเสียงกบ ปาด อึ่งอ่าง คุยกะหมาและสามี (จริงๆ หุ หุ) นั่งดูเด็กๆที่บ้านเขาเล่นกันจะเห็นภาพตลกๆมากมาย  ถ่ายภาพ หรือไม่ก็ นั่งหลับตานิ่งๆหยุดคิดฟุ้งซ่าน ไม่ยุ่งกะงานประจำที่ทำสักสองวัน ชีวิตจะสดใสชึ้นมากทีเดียว ลองทำกันดู 


เด็กๆที่บ้านเล่นชิงบอลกัน

เชื่อเถอะค่ะว่าบางครั้งการไปเที่ยวไกลๆข้ามน้ำข้ามทะเล หรือเที่ยวตามเทศกาลที่ไปแล้วมีคนมากมาย จอแจเต็มหาดทรายชายทะเล หรือฯ เต็มไปหมด บางครั้งเราได้พักแบบไม่ได้พักจริงๆ เพียงแต่รู้สึกดีที่ออกจากงานประจำไปผจญเรื่องไหม่ที่ไม่ซ้ำซาก บางครั้งกลับมาแม้รู้สึกสนุกแต่ก็เหนื่อย เพราะใจกับร่างกายเรายังไม่ได้พักจริงๆเลย  ยังไงลองนั่งในที่ๆสบายๆหลับตานิ่งๆ ใจไม่แก่วงออก สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆปกติสม่ำเสมอ ทำได้สัก 15-30 นาทีแบบไม่ต้องฝืน จะรู้สึกว่าสมองจะเบา รู้สึกสบายขึ้นมา นี่เป็นการพักผ่อนแบบประหยัด ปลอดภัย meepole ใช้วิธีนี้เป็นประจำเมื่อรู้สึกสมองเริ่มขึ้นควัน (เครื่องร้อน) บางครั้ง 5-10 นาที ที่หยุด จะทำให้ทำงานต่อแบบสบายๆได้อีกมากเลย


ทุกชีวิตมีวิถีชัวิตที่ไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถพักผ่อนแบบง่ายๆในแนวทางแห่งการพักจิต สงบใจ ได้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะให้เวลา เราจะจัดสรรปันส่วนอย่างไรให้ชีวิตได้พักเพื่อเป็นการกตัญญูตอบแทนเขาให้อยู่ได้นานๆอย่างมีคุณภาพ อย่าลืมนะคะ :)

พักผ่อนในสวนในบ้าน


"คนเรานี้จะมีความสุขอย่างแท้จริง ต้องดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง จะต้องปฏิบัติถูกต้องต่อตนเอง และต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางสังคม ทางธรรมชาติ และทางวัตถุโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยี
คนที่รู้จักดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ย่อมมีชีวิตที่ดีงาม และมีความสุขที่แท้ ซึ่งหมายถึง การมีความสุขที่เอื้อต่อการเกิดมีความสุขของผู้อื่นด้วย"

จากหนังสือ วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)

Sunday, 26 February 2012

แด่คุณครูอำพน จีนะทีปะ : ด้วยรัก และกราบขอบพระคุณ


คุณครูอำพน จีนะทีปะ  (85 ปี)
"ครูโชคดีที่มีครูดี "  ประโยคนี้ meepole ได้บอกลูกศิษย์ทุกรุ่นที่ meepoleได้สอน และแน่นอน meepole ย่อมมีเกณฑ์ในการยอมรับว่าใครเป็นครูดี   ที่บอกกล่าวประโยคนั้นเพราะ meepole เป็นครูที่รู้ตัวว่าตัวเองจริงจังกับการสอน ต้องการให้ศิษย์มีทั้งความรู้  ความคิดที่รอบด้าน เพราะ meepole สอนด้านสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องให้เขามีสำนึก มีจิตสาธารณะ และที่สำคัญอยากให้เขาเก่งและดี  การตรวจงานทุกอย่างไม่ว่าวิชาใดจะรอบคอบ ตรวจอย่างละเอียด และให้แก้ไข จึงดูเหมือนเข้มงวดค่อนข้างมาก ....นิสัยส่วนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากมี ครูดี ครูที่รักและเอาใจใส่ มีสำนึกครูในใจเต็มเปี่ยม

หนึ่งในหลายๆครูดีของ meepole คือ คุณครูอำพน จีนะทีปะ  ครูรู้จักแม่และเคยสอนแม่  ของ meepole  แม่เองก็ประทับใจในตัวครูมาก เล่าเรื่องครูจนเราเกรงกลัวตั้งแต่ยังไม่พบกัน ..ครูอำพนสอน meepole ตอนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นครูประจำชั้นด้วย และเป็นครูฝ่ายปกครอง จึงเข้มงวดมาก

ภาพที่ย้อนคิดไปแล้วติดตาจนปัจจุบันคือ ครูจะใส่ชุดเรียบร้อยมาก เสื้อสอดในกระโปรงคาดเข็มขัด  ครูไว้ผมสั้นตลอด ครูไม่เคยอ้วน ไม่ผอม และครูชอบถือไม้เรียว  ทุกเช้าจะเห็นครูยืนถือไม้เรียว ตรวจดูเด็กผิดระเบียบ กระโปรงเหนือเข่า ผมยาวพ้นติ่งหู กระโปรงเสื้อที่ผิดแบบ หูกระต่ายผูกผิด ถุงเท้า รองเท้า คุณครูตรวจหมด พวกนักเรียนกลัวครูมาก รวมทั้ง meepole ด้วย เวลาครูเข้าสอนภาษาอังกฤษจะต้องเงียบหมดแทบไม่กระดุกกระดิก ครูตั้งใจสอนมาก ครูลายมือสวยจริงๆ สิ่งที่จำได้แม่นครูเป็นคนเดียวที่ได้ลงโทษ meepole เพราะสมัยก่อนเรานั่งโต๊ะไม้จริง สี่เหลี่ยมมีช่องให้ใส่หนังสือ ใครนั่งตรงไหนก็นั่งประจำและนั่งเรียนกันเป็นคู่ ครูตรวจใต้โต๊ะด้วยว่าพวกเราซุกเศษกระดาษ ของกินอะไรๆหมกกันในนั้น ครูอำพนจะตรวจเสมอ ของเราชอบซุกขนม  บางชั่วโมงก่อนเรียนจะให้เอามือกางไว้บนโต๊ะ ตรวจเล็บก่อนเรียนว่าสะอาด เล็บยาวก็สั่งตัดเลย ทาเล็บหรือเปล่า สมัยก่อนพวกเราใช้ดอกไม้สีสดๆมาขยี้บนเล็บให้ติดสีกัน  ตอนเรียนตอบไม่ได้ก็กำมือเขกโต๊ะ  คุยมากก็คาบไม้บรรทัด  คาบนานจนน้ำลายยืดก็มี หุ หุ  แอบคุยต่ออีกก็โดนยืนแล้วคาบ ขั้นต่อไปกางปีกข้างเดียว กางปีกสองข้าง ยกขาหนึ่งข้าง กระโดดหยองแหยงเลย นี่เป็นการลงโทษของครู พวกเราส่วนมากกลัวครู พวกเราไม่เคยเกลียด เพราะรู้ว่าเราทำผิด ครูลงโทษ และเมื่อเล่าที่บ้านเขาก็จะบอกว่าครูทำโทษน้อยไปด้วยซ้ำ

เรื่องการสอน..ครูทำให้เราเรียนภาษาอังกฤษเก่ง ครูจะบังคับท่องศัพท์ ให้มาท่องให้ฟังทุกเช้าไม่ว่าเรียนหรือไม่เรียนต้องมาเข้าคิวท่องให้ครูฟัง  ครูสละเวลามาก ครูให้การบ้าน ตรวจการบ้าน และแก้การบ้านที่ทำผิดให้ถูกให้เข้าใจ (ตรงนี้meepole ยังดีไม่เท่าครูเลย)   คุณครูอำพนทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษ ความกลัวครูดุ ทำให้ต้องเก่ง ความอยากให้ครูให้คะแนนเยอะๆจะได้เอามาอวดที่บ้าน ทำให้เอาใจใส่เรียนมากขึ้น จนเราเก่งภาษาอังกฤษมากในตอนเด็กจะได้คะแนน top หรือรองอันดับสองด้วยคะแนนสูงกว่า 80 เสมอ
ครูจะอบรมสั่งสอนเรื่องความเป็นกุลสตรีเสมอ จนพวกเด็กปากเสียอย่างพวกเรามักแอบนินทาครูที่ครูเป็นสาวโสด แต่พวกเราก็รักนวลสงวนตัว เป็นเด็กดีจริงๆ และพวกเราจะเป็นเด็กกลุ่มเรียนเก่งเพราะพวกเราอยู่ห้อง ก.ไก่ (สมัยก่อนมีห้อง ก-จ)  ทุกคนเมื่อจบมัธยมต้นก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อ เราเองก็เรียนๆๆๆ อย่างเดียวจบป. ตรี ทำงาน เรียนป.โท ทำงาน แต่ตอนกลับมานั้นครูอำพนไม่อยู่ที่โรงเรียนแล้ว  ในที่สุดครูก็เกษียณตามวัย เราก็รู้ข่าวครูเป็นระยะ นานๆครั้ง  meepole มักคุยเรื่องครูกับแม่เช่นกัน........เราเคยแวะถามหาบ้านครู และหาจนเจอ เคยคุยกับครูครั้งหนึ่งตอนจบป.โท ทิ้งห่างไปนานมาก  แวะไปหาอีกครั้งตอนกลับจากเรียนป.เอก  แต่ใจที่ระลึกถึงครูนั้นไม่เคยจางหาย เมื่อได้โอกาสก็แวะเยี่ยมเยือนท่านในวัยที่ท่านชรา ท่านจำศิษย์คนนี้ได้แม่นยำมาก ครูถามเราเมื่อครั้งหลังที่ไปคุยว่าสมัยก่อนครูเป็นยังไง ดุไหม  เราก็เล่าให้ฟัง ครูก็หัวเราะมีความสุข ...เราขอถ่ายรูปครูบอกว่าขออนุญาตนำเรื่องครูไปเขียน เอารูปครูมาลงเผยแพร่นะ ครูหัวเราะ ครูเล่าเรื่องความหลังสมัยสงครามโลกที่หนีระเบิดญี่ปุ่นลงหลุมหลบภัย ..ในวัย 85 ปี  ครูมีความจำดีมาก หูตึงเล็กน้อย สายตาพอใช้  บวกเลขเก่ง (แซว !เพราะครูรำพัดกับสหายเพื่อแก้เหงา สมองไม่ฝ่อ)  meepole ดีใจที่ได้เห็นครูทดลองใช้ไม้เท้าที่เอาไปฝากเพราะกลัวครูเดินหกล้ม ครูเดินให้ดูแล้วหัวเราะ

ไปหาครูครั้งสุดท้ายคือวันครูที่ผ่านมา (16 มกราคม)  เอาพวงมาลัย card ขอบคุณที่ครูสั่งสอนเราจนมีวันนี้ ไปกราบที่อกครู แม้ครูจะเจ็บป่วยมาก แต่สุดท้ายครูพยายามจนนึกเอ่ยเรียกชื่อ meepole ได้อีกครั้ง เป็นสิ่งที่meepole ตื้นตันใจนักว่าครูรับรู้ว่า meepole มาเยี่ยมกราบ  ครูน่าจะภูมิใจในตัว meepole เช่นกันที่ลูกศิษย์ที่ท่านได้ปั้นมานั้นเป็นคนดี เป็นครูดี มีการศึกษาและมีอาชีพหน้าที่เจริญรอยตามท่าน..นี่เป็นสิ่งที่ตอบแทนพระคุณได้ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ครูต้องการ และอีกเรื่องที่แอบดีใจเพราะไม่เคยคิดมาก่อนคือการบันทึกเรื่องราวของคุณครูอำพนนี้ ทำให้มีชื่อของท่านปรากฏในโลกออนไลน์เป็นครั้งแรก และมีคนค้นเจอชื่อของอาจารย์ (หลานชายของครูบอก) และทราบเรื่องราวชีวิตของท่าน  ดีใจจริงๆ ที่คุณครูจะยังอยู่จารึกในสังคม ให้ทั้งศิษย์และคนที่ไม่รู้จักได้รู้จักคุณครู

แม้ว่าครั้งสุดท้ายเมื่อวานนี้ (25 กพ.) ที่ตั้งใจไปเยี่ยมคุณครู และทำให้ได้รับทราบว่าครูเสียชัวิตแล้วอย่างสงบที่บ้านด้วยวัย 85 ปี  เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555  ไม่ได้พบครูอีกแล้ว ได้แต่ยืนประนมมือบอกครูที่อยู่ในโกฎิที่หน้าห้องว่า ครูขาหนูมาเยี่ยมค่ะ..........

คุณครูได้ทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณที่เป็นครู เป็นเหมือนแม่พระของศิษย์ ที่ส่องนำทางที่ถูกต้องให้  รุ่นแล้วรุ่นเล่า ....แม้ครูจะไม่เคยได้ ครูดีเด่น  ครูแม่แบบ และอีกสารพัดตำแหน่งที่จัดสรรให้กันในสังคมยุคใหม่นี้ แต่ครูคือ ครูดีที่แท้จริง ครูที่ศิษย์ยกย่องและยอมรับนับถืออย่างจริงใจ  ครูที่ศิษย์หลั่งน้ำตาเมื่อครูจากไป ครูที่ศิษย์จะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป  อยากกอดครูอีกครั้งแล้วบอกว่า ครูขาหนูดีใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ครูค่ะ กราบขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ให้แก่ศิษย์ค่ะขอให้คุณครูหลับให้สบาย คุณความดีในความเป็นครูที่แท้ สร้างศิษย์ออกสู่สังคมมากมาย เป็นพลังบุญส่งให้ปฎิสนธิวิญญาณครูไปสู่สุขติภพเบื้องหน้า  meepole จะไม่ลืมพระคุณไปชั่วชีวิต จะเป็นคนดี ทำแต่ความดี และจะทำบุญอุทิศให้อาจารย์ตลอดไป  

หมายเหตุ  วันนี้ (26 กพ.) เป็นวันครบรอบ 1 เดือนที่ครูจากไป  meepole จึงขอเขียนบันทึกนี้เพื่อบูชาครู แทนการที่ไม่ทราบข่าวจึงไม่ได้ไปร่วมงาน ไม่ได้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพ  และไม่ได้ทำหนังสืองานศพให้คุณครูนี่คือความตั้งใจไว้ ด้วยไม่คาดคิดว่าครูจะจากไปเร็วนัก

Meepole ได้เคยเขียนถึงครูไว้ที่นี่
25 Feb: คุณครูอำพน จีนะทีปะ ..ขอคุณครูสู่สุขคติ

16 Jan :วันครู ไปกราบคุณครู
http://meepolen.blogspot.com/2012/01/16-jan.html

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/420414


Monday, 13 February 2012

หากคิดจะรัก คิดให้ดี ..คิดให้ถูก ..คิดให้เป็น

ในโลกนี้มีคนมากมาย ที่ได้ทำลายสิ่งดีๆที่มีในตนไปอย่างคาดไม่ถึง เพียงเพราะความประมาท ขาดสติ อารมณ์ชั่ววูบ และความมักง่ายในชีวิต


อะไรที่ทำไปแล้ว ย่อมเรียกกลับคืนมาไม่ได้ แม้วันนั้นเราจะบอกว่า ช่างมันฉันไม่แคร์ ! ก็เถอะ มันก็หนีความจริงไม่พ้น และพร้อมที่จะกลับมาเตือนความจำทุกเมื่อ


ก่อนจะทำอะไรลงไปให้ คิดถึงพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ คนที่รักเราจริง ไม่ว่าหญิงหรือชาย  อย่าปล่อยชีวิตไหลไปตามกระแส หากสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง ปลาเป็นย่อมว่ายทวนน้ำ ฉันใด เราเป็นคนแท้ๆ ไม่ควรนำชีวิตตนไหลลงสู่ที่ต่ำ ต้องฝืนต้านความรู้สึกที่อยากลอง อยากทำ ในสิ่งที่ไม่ควร หากผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ เมื่อมองกลับไป จะรู้ว่าสิ่งที่เราฝ่าฟันมาได้นั้นคุ้มค่า และน่าภูมิใจจริงๆ


รักแท้ เป็นรักของพ่อแม่ บุพการี    คนอื่นมากมี เพียงแค่ผ่านมา
ชีวิตเรามีค่า จึงต้องรักษา           พ่อแม่ให้มา อย่าด่วนสู่อบาย    

(แต่งได้ ฝืดมาก meepole แม่เอ๊ย!  หุ หุ ขอขำตัวเองหน่อยค่ะ :)


ขอเพียงแต่ คิดให้ดี ..คิดให้ถูก ..คิดให้เป็น อย่าตามกระแสสื่อ ที่ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นผู้กระพือกระแสต่างๆ จนเป็นดาบสองคมแท้ๆไปแล้ว


สวัสดี วันวาเลนไทน์ วันที่ไม่ไช่ประเพณี หรือเป็นวัฒนธรรม ของชาติไทยเลย

..อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอก อาหารของความอาทร

แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง
ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป..



Sunday, 5 February 2012

พ้น แล้ว โว้ย !

พ้น แล้ว โว้ย!



กรุณาอย่าเพิ่งตำหนิในใจว่าทำไม ขึ้นชื่อเรื่องเช่นนี้ ก็เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เปิดปฎิทินคำกลอนท่านพุทธทาส "อยู่อย่างมีสุข" หน้าสุดท้ายเดือนธันวาคม  มีกลอนธรรมชุดนี้ เห็นว่าเข้ากับรูปที่มีเลยเอามา

"สุขแท้จริงต้องไม่วิ่ง วนในโลก      
     ต้องเหนือความทุกข์โศก  ทุกกระแส
มือเท้าเหนียว เหนี่ยวขึ้นไป คล้ายตุ๊กแก  
   ไม่อยู่แค่  พื้นโบสถ์  โปรดคิดดู"




ลูกตุ๊กแกตัวนี้ meepole ช่วยชีวิตเขาไว้ เพราะเจ้า  pote' ตัวดีกัดตายเกือบหมด เผลอไม่ได้ เหนื่อยใจจริงๆ




Monday, 30 January 2012

บ้านมีชีวิต

เมื่อวานให้คนมาตัดหญ้าและต้นไม้ที่กิ่งก้านที่ยื่นไปรบกวนข้างบ้าน เลยเดินสำรวจไปด้วย ก็เจอสมาชิกเพื่อนผู้แอบตั้งใจอยู่ในบ้านและบริเวณบ้าน บางตัวนี่ก็เหลือเกินป่ารอบบ้านมีให้อยู่ กลับมาเลือกที่จำเพาะแปลกๆ เก็บภาพมาเป็นหลักฐานเผื่อใช้แจ้งความผู้บุกรุก  หุ หุ


ข้างบน ไม่แน่ใจว่ารังมิ้มหรือเปล่าเพราะไม่เห็นตัวแล้ว  แบบนีมีหลายแห่ง ไม่เป็นขี้ผึ้งเป็นเหมือนกระดาษสีน้ำตาลบางๆ

ข้างบนนี่ไม่รู้ว่ารังนกอะไร แต่แอบมาทำรังที่ต้นมะตาดหน้าบ้าน ที่บ้าน meepole มีนกหลายชนิดจริงๆ ร้องเพลงสารพัดเสียง จำได้แล้วว่าวันไหนเสียงตัวไหนหายไป แต่ยังไม่รู้ว่าเสียงอะไรเป็นของนกอะไร ที่รู้ก็เจ้าเอี้ยง พิราบ นกเขา นกกางเขน กระติ๊บขี้หมู  ขมิ้น นกกระปูดใหญ่ ยังมีอีกน่าจะสามสี่ชนิดที่ไม่รู้จักตัว

ข้างบนนี่เป็นบ้านของตัวอะไรไม่รู้  นี่ยังหมาดๆ รังใหญ่มากอยู่บนพื้น

ข้างล่างนี่แห้งแล้ว  จะมีรูก้อนละ 1 รู  ไม่เคยเห็นเจ้าของบ้าน แต่บ้านดินนี่แข็งมากจริงๆ ยืนเหยียบไม่แตก ลองมาแล้ว ขว้างไม่แตก มีบิ่นบ้าง ไม่ละลายเละเมื่อแช่น้ำ (อาจต้องแช่ไว้นานกว่าที่ทดลอง)


ข้างล่างนี่แอบไต้ชายคาบ้าน ken- larna

ข้างล่างนี่หน้าตาเจ้าของบ้านค่อยๆโผล่ออกมา รอถ่ายนานเหมือนกันเพราะพอมันโผล่มาจ๊ะเอ๋เรา มันก็หลบลงรูทันที เป็นตัวเล็กๆคล้ายมิ้ม


ซ้าย-ล่าง นี่น่าเป็นพวกหมาร่า ที่ชอบแอบเข้าบ้าน พวดนี้ไม่มีมรรยาท อยากทำรังตรงไหนก็ทำไม่เกรงใจเลย

ล่าง  นี่ก็พวกไม่เกรงใจอีก ผ้าม่านก็ไม่เว้น

แต่ทั้งหมดทั้งปวง meepole ก็เคารพในสิทธิไม่ล่วงล้ำเขตบ้านเขาอยู่ได้อยู่ไป ไม่ไปทำอะไร ขวดน้ำหอมนั้นก็ยังไม่ได้ใช้เลย เขาจองตรงฝาขวดมาเกือบปีแล้ว ก้เข้าใจว่าเขาก้ลงแรงสร้างบ้าน บ้านใครๆก็รัก แต่หากบ้านร้างแล้วนานๆ อาจต้องขอรื้อทิ้งบ้าง เพราะเผื่อหนุ่มสาวตัวใหม่จะมาสนใจสร้างเรือนหอก็ไม่ว่ากัน 

ลองดูนะคะบ้านใครมีเพื่อนอะไรบ้างที่มาแอบอาศัยอยู่ ดูแล้วก็น่ารักดีค่ะ ยังไงๆไม่ว่าคนหรือสัตว์ บ้านก็เป็นที่ให้ความปลอดภัยกับชีวิต เพียงแต่สัตว์รู้จักการสร้างรังแต่พอตัว ไม่มีบ้านเล็กบ้านน้อย ใหญ่โตเกินตัว หรือคอนโดมากมาย บางคนมีมากจนมีหนี้สินล้น จนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้มีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างเป็นสุขสงบกับสิ่งที่เพียรหามา หากมีอย่างเพียงพอ และรู้สึกพอเพียง ชีวิตก็เป็นอิสระ ที่สำคัญคือสัตว์เหล่านี้กลับบ้านตรงเวลา ไม่เข้าผิดบ้าน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง    บ้านก็เลยเป็นวิมานของเขา  และของ meepole ด้วย :)

Tuesday, 24 January 2012

เงินโบนัส ..อย่าบั่นทอนตัวเอง


meepole ไปตรุษจีนบ้านสามีที่กรุงเทพ ระหว่างเดินทางก็อ่านหนังสือ "วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม" ของท่าน ประยุทธ์ ปยุตโต ต่อจนจบเล่ม ตั้งใจว่าจะค่อยๆนำข้อคิดข้อเขียนที่มีประโยชน์มากในหนังสือนี้มาลงในบล็อกตามแต่โอกาสอำนวย  เปิดemail ที่ได้รับจากน้องดอกเตอร์รุ่นใหม่ (กลุ่มตัวเป็นไท ใจเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำง่ายๆ) ที่ส่งเรื่องกฎเกณฑ์ ระเบียบของกพร.มาให้ศึกษากัน เพราะตอนนี้มีคนตั้งข้อข้องใจสอบถามเรื่องเกณฑ์การให้โบนัส (ที่บอกว่า "ลับ" ) กันมากในมหาวิทยาลัย มีข้อสงสัยกระซิบถาม เรื่องลับ คือเรื่องเงินโบนัส ที่มีความแตกต่างกันมากตั้งแต่ในระดับรองอธิการกันเอง ที่มีตั้งแต่ 290,000 บาท -150,000 บาท ระดับบริหารรองลงมาก็ลดหลั่นจนถึงอาจารย์ที่เท่าที่เขาทราบกันก็ 8,000- 10,000 ต้นๆ ก็เป็นอะไรที่ meepole ได้รับฟังข้อคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์มาพอควร แต่ไม่ได้ตามข่าวนักแล้วแต่ใครจะมาพูดเล่าให้ฟัง เลยได้ทราบว่าอาจารย์ดอกเตอร์หลายๆคนที่ทำงานวิจัย สอน ทั้งป.ตรี โท ยังได้โบนัสน้อยกว่าแม่บ้านที่ทำความสะอาดตึก น้อยกว่าเจ้าหน้าที่ เลยมีคำถามว่าอจ.เหล่านั้นมีอะไรที่แย่มากกว่าแม่บ้านทำความสะอาดตึกหรือ??

 meepole เข้าใจความรู้สึกมากทีเดียว จริงๆแล้วมีอาจารย์อีกมากมายอยู่ในภาวะเดียวกับอจ./ดอกเตอร์ที่ขยันทำงานหลายๆคน เงินไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากนักในกรณีนี้ แต่ความกระจ่างที่เป็นเหตุเป็นผลและความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องแสดง ไม่ไช่เรื่องลับ เรื่องนี้เกิดเพราะไม่คิดอะไรให้รอบคอบเพื่อส่วนรวมคิดแต่ผลประโยชน์ตัวและพวกพ้องให้ได้มากเป็นพอ ไม่มองเหตุผลอันควรเป็นให้รอบด้าน เลยเกิดเรื่องแบบนี้ที่เป็นเรื่องปกติของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่...สาวได้สาวเอามานานแล้ว meepole คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกเพราะไม่เห็นประโยชน์ว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครๆได้ อกุศลกรรมใครทำคนนั้นย่อมทุกข์อยู่แก่ใจ  แต่กระนั้น meepole ได้ตอบ mail กลับไปโดยใช้ข้อความจากหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไปดังนี้

ข้อความต่อไปนี้อาจช่วยให้คำตอบได้บ้างกรณีเหตุปัจจัยอย่างเดียวกันอาจไม่นำไปสู่ผลอย่างเดียวกัน

"....ในทำนองเดียวกัน คนต่างคนทำความดีอย่างเดียวกัน คนหนึ่งทำแล้วได้รับการยกย่องสรรเสริญ เพราะเขาทำในที่ที่เขานิยมความดีนั้น หรือทำเหมาะแก่กาลเวลาที่ความดีนั้นก่อประโยชน์แก่คนที่ยกย่อง อีกคนหนึ่งทำแล้วกลับไม่เป็นที่ชื่นชม เพราะทำในที่ที่เขาไม่นิยมความดีนั้น หรือทำแล้วเป็นการทำลายประโบชน์ของคนที่ไม่พอใจ......."

อันนี้มาจากหนังสือวิธีคิดตามหลักพุทธธรรมของท่าน ประยุทธ์ ปยุตโต

ดังนั้นอย่าไปสงสัยอะไรเลย อะไรที่ "ลับ" ก็อย่าไปสงสัย อะไรที่ "เปิด" ก็อย่าไปเชื่อ ให้ดูที่ "คน"ในสังคมนั้น เมื่อรู้แล้วว่าเป็นเช่นใดก็อย่าไปให้ค่ามันมากนัก เพราะความจริง ความดี ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ สัจจะ ความมีคุณธรรม ศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่วัยเยาว์ ตั้งแต่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ปฎิบัติให้เห็นและหล่อหลอมกันมา กระทั่งครูที่อบรมสั่งสอน

เงินภาษีแผ่นดินเป็นเงินไม่ธรรมดา หากใครเบียดบัง หรือฉ้อโกง หรือคอรัปชั่นเชิงนโยบายเพื่อเลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ชีวิตก็ร้อนรน แตกแยก หวาดระแวง..ยากที่จะอยู่ได้อย่างสงบสุข อันที่จริงก็เห็นๆกรรมนี้ที่เป็นไปกันชัดเจนในบางครอบครัวในมหาวิทยาลัยแห่งนี้......ก็ไม่รู้ว่าที่เราเขียนตอบนี่จะทำให้สบายใจกันได้หรือเปล่า?


ดังนั้น อย่าไปจิตตกกับเรื่องเช่นนี้ อย่าให้เงินมาบั่นทอนตัวเอง แต่เอามาเป็นตัวยกระดับจิต ฝึกจิต ชีวิตเราดีชั่วไม่ไช่ให้ใคร (คนที่ไม่ดี) มาวัดมาตัดสินเราว่าดีหรือไม่ดี ถ้าเราทำดีแล้ว ชอบแล้ว ก็ดี คนชั่วตัดสินคนดีไม่ได้ และไม้บรรทัดคดก็ขีดเส้นตรงไม่ได้ (อันนี้ meepole เคยพูดกับอธิการบดี)


หมายเหตุ: เอกชนมีโบนัสให้เพราะมีผลกำไร แต่ราชการทำไมต้องมีโบนัส meepole ไม่เห็นด้วย สมัยก่อนไม่มีก็ทำงานกันได้ดี  เงินโบนัสที่ได้หากเอามาซื้ออุปกรณ์การศึกษาพัฒนานักศึกษาน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้า และบั่นทอนหลายๆกำลังใจที่เขายังต้องการความยุติธรรมที่หาได้ยากยิ่งในสังคมของผู้อ่อนด้อยคุณธรรม

Friday, 20 January 2012

เลี้ยงอาหารเด็กนร.ตาบอด

หนังสืออักษรเบรลล์

วันนี้ meepole สามี และเพื่อนสนิทอีกสองคนได้ไปเลี้ยงอาหารนัดเรียนตาบอด ที่รร.สอนคนตาบอด ที่นี่มีนักเรียนประมาณ 100 คน กลางวันมีเด็กในรร. 70 คน เพราะเด็กโตจะออกไปเรียนร่วมกับเด็กปกติในรร.ต่างๆ  ที่นี่จะมีถึงระดับชั้นม.3 เด็กหลายคนอยู่ที่นี่มา 8 ปีแล้ว เด็กจะอัธยาศัยดี พูดโต้ตอบทุกคนและติดคนง่าย คุณครูต้องใจเย็น มีเมตตากรุณาต่อพวกเขามากเลยทีเดียว meepole ไปนั่งดูการสอนของครูแล้ว ต้องชมเชยความใจเย็น และครูมีวิธีการสอนที่น่าทึ่งกว่าเด็กปกติ

meepole ตั้งใจจะเอาเงินโบนัส (ที่ไม่คิดว่าจำเป็นต้องมี) ที่ได้มาทำบุญให้หมด จึงแบ่งใช้ทำบุญถวายอาหารเพลพระสงฆ์ ถวายปัจจัยท่านเจ้าอาวาสวัดศานติไมตรี ซื้อของขวัญให้คุณครูหลายท่านในวันครู และนี่เป็นรายการที่ทำหลังสุด แต่ตั้งใจแรกสุด เพราะต้องนัดวันว่าง

เช้าออกไปรับไก่ทอด ลูกชุบ วุ้น มาเลี้ยง ข้าว กับแกงส้มปลา รร.รับทำให้ วันนี้ทราบว่าปกติเด็กจะไม่ค่อยได้ทานปลาเพราะปลาแพง เลยตั้งใจคราวหน้าจะทำปลาทอดมาเลี้ยงอีก





บน อาคารแรก อาคารบริหาร ที่มีห้องเรียน ห้องสมุดเล็กๆ ห้องคอมพิวเตอร์

บน ห้องข้างล่างที่เป็นห้องเรียนกิจกรรมต่างๆของเด็ก
ล่าง อาคารเรียน ด้านใน

บน  ห้องเรียน ที่เป็นห้องคอมฯและห้องสมุดเล็กๆ

ล่าง หอประชุม อาคารอเนกประสงค์ เป็นห้องทานอาหารกลางวันด้วย

ล่าง ดช.สามารถ คุยเก่งสมชื่อ จ้อจริงๆ
ดญ.จันทร์ฉายที่ใครๆเรียกว่า ฉลวย เป็นเด็กในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพฯ เป็นเด็กที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสึนามิ

บน สนามเด็กเล่น
ล่าง ไปดูหนังสือของเขา จะเห็นว่าไม่เหมือนของเราเขาเอาหนังสือปกติมาใส่แผ่นพลาสติกที่พิมพ์อักษรเบรลล์สอดในระหว่างหน้า


"นักเรียนตาบอดต้อง  ใช้แบบเรียนของเด็กปกติที่กระทรวงฯ มีการปรับเปลี่ยนทุกเทอม ทำให้มูลนิธิเพื่อ  คนตาบอดต่าง ๆ ต้องแบก  รับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี เพราะการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์เมื่อได้หนังสือแบบเรียนอักษรปกติมา ครูจะต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากสำนักพิมพ์เจ้าของหนังสือไม่มีไฟล์ข้อมูลมาให้ ส่งผลให้ต้องใช้เวลานานกว่าจะพิมพ์เสร็จ หลังจากพิมพ์เสร็จถึงจะนำไปแปลงเป็นอักษรเบรลล์ที่ใช้ในการพิมพ์ ซึ่งลองคิดดูว่า เปิดเทอมใหม่ทีกระทรวงฯ ปรับปรุงแบบเรียนบ่อยกี่วิชา แล้วครูที่ทำหนังสืออักษรเบรลล์ต้องลำบากแค่ไหน "  braille-cet.in.th


ล่าง เด็กๆลงมาเตรียมตัวรอทานอาหาร
ล่าง ลูกชุบ จากร้านที่อร่อย อร่อยจริงๆ meepole ปกติไม่ชอบลูกชุบ ไม่ทานเลย แต่พอลองทานของที่นี่เลยชอบ




ล่าง น่องไก่ทอด
ล่าง เพื่อนที่ไปด้วยช่วยกันให้อาหาร มีจนท.ตักใส่ถาดหลุม พวกเราช่วยตักขนมใส่ เด็กจะเข้าแถวเป็นระดับชั้น

ล่าง ก่อนทานเด็กๆจะกล่าวขอบคุณ และร่วมร้องเพลง


ล่าง ความสุขของทั้งผู้ให้และผู้รับที่สัมผัสได้

ล่าง  ทานเสร็จเก็บถาด แก้ว ล้างกันเอง แต่เด็กเล็กจะมีถังวางรวมให้ผู้ใหญ่ช่วยล้าง

เด็กโต ทานแล้วมาล้างถาดของตัวเองแล้ววางพักไว้

ล่าง ทานเสร็จก็นั่งพักผ่อน เล่นกันตามอัธยาศัย

ชีวิตเราส่วนมากโชคดีนักที่มีอาการครบ 32 ประการ แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น แต่กระนั้นพวกเขามีชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ต้องการความรัก ความอบอุ่นเช่นเดียวกัน ทราบว่าหลายคนมากที่พ่อแม่ไม่ได้มาเยี่ยมเยือน บางคนนานมาก ปีใหม่เด็กบางคนรอพ่อแม่ นั่งร้องไห้  หลายคนเรียนดี พูดเก่ง น่ารัก บางคนบอดตาใส บางคนเห็นลางๆ วันนี้เพื่อนที่ไปเล่าว่าเห็นเด็กตัวเล็กกว่าคนอื่นๆมีน้ำใจมาก ทำหน้าที่ช่วยจูงเพื่อนที่โตกว่าเดินไปส่งที่ห้องน้ำ คนแล้วคนเล่า เธอจำทางแม่น เดินได้ไม่เฉออกนอกทาง  ดูชีวิตเด็กๆเหล่านี้ใส บริสุทธิ์ น่ารัก เรียบๆ ไม่ต้องการอะไรมากมายนอกจากความรัก ความอบอุ่นที่ใครๆจะให้เขาได้ เพียงแต่เราผู้มีโอกาสดีกว่า หยิบยื่นเมตตาแวะเวียนไปพูดคุย เขาจะชอบมาก 

โอกาสเป็นสิ่งที่เรามีเท่ากันแต่ สภาพคล่องที่อำนวยต่างกัน ดังนั้นหากเราโชคดีที่มีหลายๆอย่างอำนวยโอกาสและความสะดวกแล้วก็ควรใช้โอกาสเหล่านั้นสร้างสืบต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ลดโลภะ โทสะ โมหะ อย่าเห็นแก่ประโยชน์ตนและพวกพ้องจนลืมเพื่อนร่วมชาติ

หากใครมีเวลาลองแวะไปเยี่ยมเยือนรร.ตาบอดในแต่ละจังหวัดที่มีนะคะ แล้วจะรู้เลยว่าเวลาเขากล่าวขอบคุณเรา ร้องเพลง ก่อนที่เขาจะทานอาหารนั้นเรียกน้ำตาให้ซึมออกมาโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

อนุโมทนาบุญนะคะ :)