Showing posts with label ความดี. Show all posts
Showing posts with label ความดี. Show all posts

Sunday, 4 September 2011

If I were in your shoes......

if I were in your shoes


เมื่อคืนได้คุยกับสามีเรื่องที่เพิ่งเขียนไปเมื่อวาน เขาก็ย้อนถามว่าแล้วหากเป็น meepole จะทำอย่างไร เลยตอบแบบที่คิดไปว่า เป็นตัวของตัวเองแบบเดิม การทำงานต้องมีหลักการ และจุดยืน หากจุดยืนต้องเปลี่ยน(หุ หุ) แต่หลักการต้องไม่เปลี่ยน มโนธรรมในใจตนจะเป็นเข็มทิศชี้ทาง

ในโลกนี้ยังมีสีขาว ดำอยู่ แต่สำหรับหลายๆคนในปัจจุบันจะพูดหรือฟันธงว่ามัน ขาวหรือดำ ไม่ได้หรอก ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยุคนี้มีแต่เทา แล้วแต่จะเทาอ่อน หรือเทาแก่  meepole คงเป็นคนดื้อ (แทนที่เขาจะมองว่านี่ก็เป็นจุดยืนที่เราเลือกแล้ว)  หรือใครบางคนอาจว่า meepole ยังยึดมั่นถือมั่น ติดดี ก็น้อมรับกัน  แต่จริงๆแล้ว อยากให้ลองพิจารณาข้อความนี้ดู

 “ ชีวิตของเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ระหว่างความดีและความชั่ว หลายครั้งเรารู้ว่าสิ่งใดผิด แต่เราก็ฝืนมันไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีความตั้งใจที่มั่นคง มีรากที่มั่นคงในกุศล....” 


ดังนั้นหากใครจะมีจิตที่มั่นคงเลือกเดินในเส้นทางที่ถูกตามทำนองคลองธรรม ก็เป็นจุดยืนที่เลือกแล้ว เพราะ meepole ยังเชื่อว่า สีขาวคือความขาว สีดำก็คือความดำ หากขาวเจือดำแล้ว มันก็เป็นเทา ไม่มีวันเป็นขาว  และดำเจือขาว มันก็ไม่ดำสนิทและคงต้องใช้ขาวมากหน่อยจึงเริ่มเทา และโลกนี้เรายังมี ดำ ขาว และเทา อยู่

การยืดหยุ่น การประณีประนอม การออมชอม  การปรองดอง เป็นอีกประเด็นกับ ความถูกต้อง ความผิด จะถูกผิด ว่ากันไป ยอมรับสิ่งที่ทำ รับโทษในสิ่งผิดที่ทำไป แล้วตั้งต้นใหม่ เหมือนว่า ละชั่วก่อน แล้วจึงทำดี  ไม่ไช่ ทำดีกลบชั่ว ดีไม่นาน

 เราไม่อาจบังคับหรือขอให้ใครคิดและทำเหมือนเราได้ เพราะมักจะพูดกันว่า "ไม่เป็นเราเขาไม่รู้หรอก"  "If you were in my shoes, what would you do ?"   แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามความจริงคือ เราไม่ไช่จิ้งจก หรือต้นหญ้า เรามีปัญญาที่ทำให้เราเหนือสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ปัญญานั้นต้องมีคุณธรรมกำกับ แล้วเราทุกคนจะเดินไปยังเป้าหมายที่ถูกต้องอันเดียวกัน

หมายเหตุ
หลักการ  หมายถึง  สาระสำคัญที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ 
จุดยืน    หมายถึง  ความคิดแน่วแน่   ความมั่นคงในหลักการตามความคิด   ความเชื่อของตน


ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ 18 เมษายน 2532 ดังนี้

"อุปสรรคสำคัญของการทำงานก็คือความท้อถอย และความหวั่นเกรงต่ออิทธิพลต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุบั่นทอนความสามารถในตน กับทั้งความเที่ยงตรงต่อหน้าที่อย่างร้ายกาจ   จะต้องมีความรับผิดชอบ ความสุจริตเป็นธรรม ในการกระทำ คำพูด และความคิดเสมอ จะต้องรักษาความกล้า ความอุตสาหะ และความอดทนเสียสละมิให้เสื่อมถอย จะต้องระมัดระวังควบคุมสติความรู้เท่าทันเหตุการณ์ให้ได้ตลอดเวลา.."

พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระราชทานเพื่ออัญเชิญไปอ่านในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑๒  ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๓
"ในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีเสียงกล่าวกันว่า ความคิดจิตใจของคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อม ความประพฤติที่เป็นความทุจริตหลายอย่างมีท่าทีจะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพากันยอมรับ และสมยอมให้กระทำกันได้เป็นธรรมดา สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมัวลงไป เป็นปัญหาใหญ่ที่เหมือนกระแสคลื่นอันไหลบ่าเข้ามาท่วมทั่วไปหมด จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการฝืนคลื่นที่กล่าวนั้น
ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใด ๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่า ชั่วเสื่อมเราต้องฝืนต้องต้านความคิด และความประพฤติทุกอย่าง ที่รู้สึกว่าขัดต่อธรรมะ เราต้องกล้า และบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่า เป็นความดีเป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริง ๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้น ๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ"

Tuesday, 10 May 2011

social network กับ ภาพลวงตา ที่ต้องระวัง

social network  กับ ภาพลวงตา ที่ต้องระวัง

ภาพ: เปลือกโดย meepole

บังเอิญจริงๆได้เข้าไปในที่แห่งหนึ่ง ไปแตะตาด้วยหัวเรื่องที่ “คนสร้างภาพ” คนหนึ่งเขียนตั้งไว้แล้วดูดี เพราะเกี่ยวกับ มุมมองของ social network หากแต่สิ่งที่ได้อ่านไม่ไช่สิ่งที่คิดไว้ว่าน่าจะได้ประโยชน์ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็กลับได้สิ่งที่สังคมทั่วไปชอบ คือคำพูดที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกว่าสะใจ  ใช้จิตวิทยาขั้นพื้นฐาน  คนเขียนเป็นคนเข้าใจจุดอ่อนของสังคมกลุ่มนั้น เหตุที่สนใจสิ่งที่เขาเขียนเพราะได้เคยเห็นจากข้อเขียนที่ ดูเหมือนสะท้อนตัวตนที่ตรงกันข้าม และขัดแย้ง ของคนผู้นั้นในหลายครั้ง ..
ดังนั้นในการเข้าร่วมสังคมแบบนี้จึงต้องใช้ สติและปัญญา ในการพิจารณาคนด้วย อย่าเชื่อเพียงเพราะอ่านตัวอักษร หรือรู้ตัวตนเพียงแค่ผ่านผิว ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่หากเราสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วว่าสังคม virtual  นั้นๆอยู่แล้ววุ่นวายหนอ หรือ มันไม่ต่างจากชุมชนคนจริงๆ ล่ะก็ ออกมาเถอะ! อย่าไปเสียเวลากับมันเลย ในเมื่อโลกจริงๆเราสามารถเลือกได้ เลือกที่จะอยู่และเลือกที่จะเป็น และมีดีที่จะเลือกสังคมดีๆอีกมากมาย แล้วสังคมจำลองเสมือนเหล่านั้นก็ไม่แตกต่างที่มีคนสมมุติบทบาทตัวเองขึ้นมาให้เป็นผู้โดดเด่นในด้านต่างๆ การเข้าไปร่วมในสังคมเช่นนั้นจึงต้องมีสติเป็นตัวกำกับ

ฉันได้เห็นประโยคหนึ่งที่ "คนสร้างภาพ" คนนี้เคยเขียนแล้ว meepole ก็ชอบคือ การ "เตือนให้รู้จักระวังตัว ที่จะไม่หลอกตัวเอง เพราะเสียหายกว่าที่ถูกผู้อื่นหลอก "  (แต่ที่ฉันกลัวคือ คนที่สร้างภาพหลอกผู้อื่นมากกว่า อันนี้น่ากลัวกว่าผี บรื๋อ!!)  แต่ meepole คิดต่อไปว่าในสังคมยุคนี้มีคนแอบจิตมาก จนไม่รู้ตัวเองว่ากำลังหลอกใคร  แสร้งดี จนสับสน (แต่ก็คิดว่า ดีกว่าทำเลว)  มีความขัดแย้งในตัวเอง (contradict) ตลอดเวลา บางคนคุยคิดจะสร้าง model ที่มีความสุขให้ใครต่อใคร แต่จะทำได้อย่างไร ในเมื่อจิตของตนเองยังเสาะแสวงหาเพื่อตัวเอง ดิ้นรนไม่สิ้นสุด หาจุดยืนจนสับสน ออกหาสังคมเพื่อเจาะคนที่มีความต้องการที่ตรงกัน หรือแลกเปลี่ยนแบบลิงผลัดกันเกาหลัง หรือไม่ก็เขียนเพื่อแสดงความเป็น “ครูที่ทำเพื่อเด็ก” ก็น่าห่วงว่าหลายคนอ่านแล้วจะเลียนแบบโดยไม่ใช้วิจารณญาณ แล้วนึกว่าไช่เลย (เพราะเด็กจะกลายเป็นกระได หรือไม่ก็ไขควง ของครูคนนั้นไป)



..แต่ที่อันตรายคือ คนที่เห็นเขาต่างหาก สับสนด้วยหรือไม่  สับสนยกย่องว่าเป็นคนดี  สับสนคิดว่าเป็นผู้นำทางความคิด สับสนว่าเป็นอะไรที่ใช่เลย.....!  สังคมเราทิ้งปัญหาสะสมไว้มาก เพราะคนดีในยุดนี้หาได้ง่าย ทำตัวเด่นดัง ก่อตั้งอะไรสักอย่าง ออกสื่อให้บ่อย หากินกับเด็กก็ได้ คนชรา ก็ดี  คนดีเฉพาะกิจได้รับการยกย่องโดยดูเพียงที่เห็นต่อหน้า  เมื่อ "ดี" นั้นไม่จริง (fake) จึงเกิดความสับสนในเรื่องของ คนดี และ ความดี   หรือ ปูชนียบุคคล ตามมา เมื่อตัวตนถูกเปิดเผย ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นมาหลายตัวอย่างในสังคมเรา  ดังนั้น การยกย่องใคร การสนับสนุนใคร ใน social network  ที่สามารถแพร่ขยายออกไปรวดเร็วและกว้างขวาง จึงเป็นเรื่อง "ดาบสองคม" จริงๆ   เหมือนความคิดที่ "คนสร้างภาพ" ได้เขียนไว้มีความหมายว่า

“..มีข้อมูลมาก แต่หาปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องแทบไม่พบ และอาจถูกตำหนิว่า เป็นพวกมีความรู้ แต่ไม่มีการศึกษา”          แต่ meepole กลัว "คนมีการศึกษา ที่ไม่มีความรู้" มากกว่า    เพราะจะกลายเป็น ฅนลวงโลก ไม่ใช่ ฅนขวางโลก  คิ  คิ


ที่มาภาพ: mydvd4u.com

Sunday, 8 May 2011

ปิดทองหลังพระ

ปิดทองหลังพระ



เมื่อมีคนบ่นว่า "ทำความดีไม่มีใครเห็น ทำอะไรหัวหน้าไม่รู้ ทำแล้วเหมือนปิดทองหลังพระ
บางคนทำเพียงเอาหน้าก็ได้ดี"   ก็มักจะบอกเขาว่า

หากเราเชื่อแบบคนพุทธ ที่ใครทำกรรมใดยอมได้กรรมนั้นเพียงแต่ช้าหรือเร็ว โลกนี้มีทั้งคนชอบปิดทองหน้าพระ ปิดทองหลังพระ แต่คงดีกว่าจะไม่ช่วยกันปิดทองเลย  เพราะสิ่งที่เราหวังคือองค์พระที่งดงาม  ทำไปเถอะ ทำดี ก็เกิดดี ขึ้นแล้ว

เปรียบเหมือนจิตของผู้ติดทองย่อมรู้ ผู้ติดที่จิตบริสุทธิ์ เมื่อติดเสร็จความอิ่มเอิบใจ หรือปิติที่เกิด
ย่อมแตกต่างจริงๆ