Showing posts with label คนดี. Show all posts
Showing posts with label คนดี. Show all posts

Friday, 13 January 2012

วันเด็ก..คนดีของเด็ก


 โพลวันเด็กปี 2555 ระบุ" เด็กไทยส่วนใหญ่อยากเห็นผู้ใหญ่สามัคคีปรองดอง  เผยคำว่าซื่อสัตย์คือคุณสมบัติของคนดี ............."

คุณสมบัติของคนดีในความคิดของเด็ก ๆ ปีนี้พบว่า

           เด็กร้อยละ 38.4 ระบุว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต       
           เด็กร้อยละ 36.2 ระบุว่า ต้องเป็นคนใจดี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
           เด็กร้อยละ 38.4 ระบุว่า ต้องมีความขยันอดทน


meepole ดีใจมากเลยที่เด็กในวันนี้ ผู้ใหญ่ในอนาคต ยังมีความคิดว่า "คนดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต"  อยากให้หลายๆคนตระหนักและสำนึกในสิ่งที่เด็กคิดนี้จังเลย  เพราะนั่นหมายความว่า คนที่คดโกง คอรัปชั่น ทำดำให้เป็นขาว ซื้อสินค้าออกใบเสร็จราคาเกินจริง  จ้างทำของที่ให้คนทำเซ็นต์สองครั้งอ้างทำใบสำคัญรับเงินหาย ประมูลซื้อพัสดุต่างๆต้องได้บริษัทญาติและญาติของ...จนเป็นที่รู้กันดีในวงการ หรือไม่ก็รับเปอร์เซนต์ส่งส่วยเป็นรายเดือน หรือคอรัปชั่นเชิงนโยบายมากมาย ที่ทำกันอยู่ แบบนี้ตามความคิดของเด็กในวันนี้ ก็คงต้องเป็นคนชั่ว สินะ  !! เพราะเข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์ :)

...เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผู้ใหญ่แล้วหลายๆคนที่เห็น มีอาชีพน่าเคารพนับถือของผู้คน แต่ทำไมน้อ! ยอมทำตัวเป็นคนชั่ว โกงกิน เบียดเบียน เอาเปรียบ ผู้น้อยทุกอย่าง  ทุกช่องทางที่ทำได้ แล้วจะเหลือความภูมิใจอะไรไว้ให้ลูกหลาน เหลนของพวกเขาหนอ ในเมื่อเงินเลี้ยงชีวิตลูกหลานเขา โอกาสของพวกเขาหลายๆอย่างได้มาจากความไม่ซื่อสัตย์ ทุกรูปแบบของพ่อแม่โดยแท้!!  meepole อยากให้คนเหล่านั้นกลับใจ หยุด พอกับสิ่งที่มี เพราะสะสมไว้มากแล้วจริงๆ หันมาสะสมความดีให้ลูกหลานและสังคมกันเถอะ..ก็ไม่รู้ว่านี่คือความฝัน หรือความหวังที่จะเป็นจริงได้  เคยมีคนบอกเราว่า เงินบาป ไม่สามารถสร้างความเจริญให้ลูกหลานได้หรอก meepole ก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกันเพราะปัจจุบันก็เห็นผลของอกุศลกรรมที่ปรากฎในบางครอบครัวแล้ว และบางครอบครัวก็กำลังดำเนินอยู่ น่ากลัวจริงๆ

ได้แต่หวังว่าคุณสมบัติของคนดีในความคิดของเด็ก ๆ คงจะสะกิดใจผู้ใหญ่บางคนให้กลับใจ ปรับปรุง ด้วยการเริ่มต้นละ ลด ความละโมบ ความหลง ลงบ้างแล้วสิ่งดีๆก็จะเริ่มเข้ามาในชีวิต

Tuesday, 30 August 2011

คุณความดี..ที่ต้องสืบต่อ

คุณความดี..ที่ต้องสืบต่อ



เมื่อวานอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ขณะเดินผ่านคณะนิติศาสตร์ ก็รับรู้ถึงบรรยากาศดีๆ ปลื้มใจในสิ่งดีๆที่อาจารย์หรือใครก็ตามที่เป็นต้นคิดทำในสิ่งนี้ คือให้มีการยกย่อง ระลึกถึงเกียรติคุณ คุณูปการ คุณงามความดีต่างๆที่ท่านเหล่านั้นได้ทำมาทั้งแก่สังคมภายนอก และแก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สิ่งที่เห็นคือที่ผนังของเสาหน้าตึกที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย ก็มีรูปถ่าย รูปวาด และประวัติย่อๆ ของอาจารย์หลายๆท่านที่ได้เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่รวมทั้งอาจารย์พิเศษที่เชิญมาสอนด้วย เช่น ท่านไพโรจน์ ชัยนาม ศาสตราจารย์ ดร.จิ๊ด เศรษฐบุตร ศาสตราจารย์ ดร.จิ๊ด เศรษฐบุตร  ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆที่เขียนด้วยกระดาษปะติดไว้  แต่ก็แสดงให่เห็นถึงความรู้สึก ความคิดของอนุชนรุ่นหลังที่รู้จักยกย่อง ผู้ที่สมควรได้รับการยกย่อง และจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาคุณความดีของท่าน และเรียนรู้ว่า หากทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ทำคุณงามความดีให้ปรากฏ ก็จะได้รับการเชิดชูยกย่อง แม้ว่าบางท่านจะไม่เด่นดังระดับประเทศ ระดับโลก แต่การได้รับการยกย่องเชิดชูในสถาบันที่ท่านเคยทำงานอยู่ ให้ปรากฏแก่อนุชนรุ่นต่อๆไปนั้น นับเป็นชื่อเสียง ความภาคภูมิใจแก่วงศ์ตระกูลและแก่สถาบันนั้นเองด้วย


ที่กำแพงตึกด้านหน้าก่อนเข้าคณะมีข้อความที่ติดไว้เป็นคำกล่าวของศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์

“การทำงานต้องบริสุทธิ์ ให้บรรลุผลสุดท้ายคือ ความยุติธรรม”

อ่านแล้วสะท้อนถึงอะไรๆหลายอย่างในสังคมขณะนี้ และหวังว่าคงยังมีลูกศิษย์ของท่านที่มีปณิธาณที่จะดำเนินชีวิตการทำงาน และมีมโนธรรมเยี่ยงท่านอยู่ ทำงานอุทิศตนเพื่อ รับใช้ชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าของคนรุ่นหลังต่อไป
ในมหาวิทยาลัยยังมีอนุสาวรีย์รูปหล่อของผู้มีคุณูปการแก่มหาวิทยาลัยและแก่ประเทศชาติอีกหลายท่านเช่น ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์  อาจารย์ป๋วย อึ้งภากร อาจารย์ปรีดี พยมยงค์ เป็นต้น

และอยากให้ทุกๆสถาบันได้มีการยกย่องบุคคลที่ดี มีคุณธรรม สร้างสรรค์สิ่งดีๆแก่สังคม สมควรแก่การยกย่อง เพื่อชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต สังคมไทยเราจะได้มีคนดี ที่ดีจริงๆสืบต่อไป เหมือนดังที่เราเคยพูดกันว่า “กรุงศรีอยุธยา ไม่สิ้นคนดี”

เรามาช่วยกันยกย่องคนดี และทำความดีเพื่อส่วนรวม เพื่อให้คุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคน กันเถอะค่ะ


เพิ่มเติม


ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ เป็นนักกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งในวงการกฎหมายไทยเท่าที่เคยปรากฎมา ท่านได้ชื่อว่าเป็นบรมครูแห่งวงการกฎหมายไทยแนวความคิดทางกฎหมายของท่านยังคงมีอิทธิพลมากต่อวงการศึกษากฎหมายไทย และจริยธรรมอันดีงามของท่านนั้นเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักกฎหมายยึดถือปฏิบัติเสมอมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เมื่อท่านได้ลาออกจากราชการไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ธนาคารแหดงประเทศไทย ท่านให้ข้อคิดว่า

"ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย แม้จะมาทำงานทางด้านบริหาร ก็ต้องถือว่าความเห็นในทางกฎหมายต้องอิสระ นักกฎหมายจะต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือในทางนอกกฎหมายของใครทั้งนั้น "

สำหรับการดำรงตนในวิชาชีพผู้พิพากษา ท่านได้ให้ข้อคิดว่า

"ผู้พิพากษาที่ดีนั้นจะต้องวางตัวอยู่ในกรอบแห่งธรรมเนียมของวิชาชีพ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้อสำคัญก็คือจะต้องไม่ทำตัวให้คนสงสัยว่าเราไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่เขา"

Friday, 5 August 2011

ดี-ชั่ว ก็เป็นครู

ดี-ชั่ว ก็เป็นครู


ที่มาภาพ: thaigoodview.com

คนที่มีความสามารถ และความดี ที่ยิ่งใหญ่นั้น แม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ...
ก็ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้คนที่ยังอยู่เปลี่ยนแปลงได้

และก็เช่นกัน คนทำชั่วมากหลาย ที่ตายไปก็เป็นบทเรียนของการดูเยี่ยงแล้วอย่าเอาอย่าง เหมือนที่เคยมีคนเขียนไว้ว่า.......
 ไม่ว่าคนดีหรือเลวเดินมาเขาทั้งสองก็เป็นครูเราได้ทั้งสิ้น





ขงจื้อ(นักปราชญ์ของจีน)ได้กล่าวไว้ว่า "ถ้ามีคนเดินผ่านหน้าข้าพเจ้าสองคน สองคนนี้สามารถเป็นครูของข้าพเจ้าได้ทั้งคู่"


ลูกศิษย์ถามว่า : เป็นครูยังไงครับอาจารย์

ขงจื้อกล่าวว่า : สำหรับคนดี ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า ข้าพเจ้าจะต้องเอาอย่างเขา สำหรับคนชั่ว ข้าพเจ้าจะเตือนตัวเองว่า จงอย่าได้เจริญรอยตามเขา


ในสังคมปัจจุบันที่มีความเจริญทางวัตถุอย่างไม่รู้จบ และคนส่วนมากก็วิ่งตามสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว จนไม่มีเวลาหยุดเพื่อมองตัวตน พัฒนาจิตตน ดี-ชั่วผ่านเข้ามาตลอดเวลา ยังไงก็ให้มีสติ ปัญญา ในการแยกแยะ ดี-ชั่ว และหวังว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของขงจื้อ ว่าเป็นคำสอนของครูที่ดีเช่นกัน

Saturday, 2 July 2011

ช่วยกันเลือกคนดีๆ ที่มีอยู่


พรุ่งนี้แล้วซินะ กับอนาคตของประเทศไทยอีกครั้งแล้ว 
ขอให้ประเทศไทยได้คนดี มีมโนธรรมสำนึกดี มีความจริงใจต่อแผ่นดินเกิดและเพื่อนร่วมชาติ มาช่วยกันพัฒนาประเทศเถอะนะ  แต่ถ้าไม่ได้คนประเภทนี้ ก็ต้องทำใจ ของดีมีน้อย คนดียุคนี้ยิ่งต้องงม..บุ๋ง ๆ ..

หากผลเป็นอย่างไร..ต้องยอมรับ ทุกคนก็รับกรรมร่วมกัน เพราะเราช่วยกันเลือกพวกเขาเข้ามาเอง แต่การให้โอกาสคนไม่ดีเข้ามา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผิด บาปทั้งสิ้น และเมื่อเขาใช้โอกาสที่เราให้เขาเข้ามา ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตัวคนเลือกย่อมมีส่วนในผลบาปอันนั้นด้วย สะสมบาป จนเลิกกันไป ดังนั้นอย่าลืมให้โอกาสคนดีๆ (ลองหาหน่อย ดีมาก กว่าไม่ดี ก็ยังดีกว่า หาส่วนดีไม่ได้เลยจนนาทีสุดท้าย) เห็นแก่แผ่นดินเกิดสักครั้งเถอะ !!

มาช่วยกันให้โอกาสคนดีๆ ดูแลบ้านเมือง จะได้อยู่เย็น เป็นสุข
ทุกหย่อมหญ้าเสียที

Monday, 6 June 2011

ความกลัว.. ที่น่ากลัวยิ่งกว่า


เมื่อวานยังอยู่ในช่วงการอบรมของพระนักเทศน์ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับทั้งพระและฆราวาสหลากหลายชีวิต และหลากเรื่อง และเรื่องหนึ่งที่โดนใจหลายๆคนกลายเป็น big issue ของการคุยทันที นั่นคือมี ดอกเตอร์ท่านหนึ่งได้กล่าวว่า สิ่งที่ท่านกลัวมากที่สุดคือ กลัวว่าจะไม่มีความถูกต้อง และยุติธรรมเหลืออยู่ ทำให้คนดีที่ดีจริงๆ (ซึ่งเหลือไม่มากในสังคม) ต้องกลายเป็นคนไม่ดี เพราะถูกใส่ร้าย รังแก แล้วสังคมนี้จะไม่เหลือแบบอย่างคนดีจริงๆเลยหรืออย่างไร เป็นเรื่องน่าเศร้า ทุกคนในวงสนทนาสนใจเพราะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม จึงขอให้เล่าเรื่องว่าทำไม่คิดเช่นนั้น

ดอกเตอร์ท่านจึงเล่าเรื่องเพียงย่อๆเพราะเวลาไม่มาก ดังนั้นmeepole จึงเอาเรื่องมาเขียนเตือนให้คิด และระวัง เป็นเรื่องภัยจากตำรวจครอบครัวหนึ่ง (ทั้งครอบครัวจริงๆ) กระทำกับครอบครัวที่มีผู้เฒ่า คนชรา ที่มีลูกหลานน้อยแต่มีทรัพย์มาก เมื่อพบเหยื่อแล้วตำรวจคนนี้ได้พาทั้งลูกเมียมาไกล้ชิด เอาใจ (คงตามหลักจิตวิทยา) จนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับทรัพย์สินว่ามีอะไรตรงใหน เท่าไหร่ ตลอดจนทำตัวให้สังคมเห็นว่าเขาเป็นที่รักไว้ใจ เหมือนลูกหลาน การวางแผนทุกอย่างจึงค่อยเป็นค่อยไป ชนิดที่ดอกเตอร์ท่านนี้บอกว่า จะเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิยายเรื่องสั้นออกมาในอนาคต เพราะมีการวางแผนชนิดที่เอาไปทำเป็นภาพยนต์ได้เลย (meepole บอกว่าจะรออ่าน) ตำรวจนายนี้เป็นตำรวจแผนกสอบสวนในจังหวัดภาคกลาง ซึ่งคงใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเข้าไปเอาข้อมูลต่างๆออกมา แม้กระทั่งเขียนกรอกในใบขอข้อมูลหลอกจนท.ว่าเป็นบุตรบ้าง เป็นบุตรบุญธรรมบ้าง ญาติบ้าง

ดอกเตอร์ท่านนี้ได้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมตลอดมา 3 ปี และรู้ทุกอย่างที่ตำรวจและภรรยาเขาทำ จ้างใครทำอะไร เปลี่ยนแปลงเอกสารอะไร แต่ดอกเตอร์ท่านนี้บอกว่าเธอเชื่อในสัจธรรม และความยุติธรรม และ ดังนั้นเธอรอเวลาการดำเนินคดีมา 3 ปีเศษ และทุกอย่างจบลง เธอเป็นฝ่ายชนะความ แต่ตำรวจนายนี้ไม่หยุด ระรานไปทั่ว ฟ้องพยาบาลผู้ทำงานตามหน้าที่ ฟ้องจนท.ธนาคารแห่งหนึ่ง ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ดึงมาผูกเรื่องเกี่ยวโยงไปหมด โดยเฉพาะพยาบาลถูกตั้งกรรมการสอบสวน ทราบว่าพยาบาลทั้งสองเครียด และร้องให้ เพราะเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องแต่รับผู้ป่วยตามระเบียบ (มารดาดอกเตอร์นี้) ฯ ขอข้ามก่อนเพราะรายละเอียดยาว เอาเป็นว่าใช้เครื่องแบบตำรวจทำทุกอย่าง ใครเดือดร้อนไม่สนใจ ล่าสุดหลังจากที่แพ้คดี นายตำรวจยศ พตท. คนนี้ ได้ให้ภรรยาส่งทั้งจดหมายใช้วาจา ..(คงจินตนาการทีวีน้ำเน่าได้) ไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับดอกเตอร์ท่านนี้ เพื่อประจาน แต่เธอบอกว่าเธอไม่เคยไปแก้ตัวอะไร เพราะ "อะไรที่จริงก็คงเป็นจริง อะไรเท็จก็คงเป็นเท็จ ไม่มีใครเปลี่ยนได้ แต่ใครจะเชื่อเรื่องเท็จว่าเป็นจริงเราก็ห้ามไม่ได้ เราไม่ชั่วเช่นนั้นเป็นพอ" ดอกเตอร์ท่านนี้บอกว่าเธอเชื่อกฎแห่งกรรม เธออาจทำกรรมกับเขาชาติก่อน หรือไม่ก็เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของแม่ มาตามระราน แต่หากไม่ไช่แต่เป็นเขาก่อกรรมใหม่ขึ้น กรรมก็คงตกแก่เขาและครอบครัวสักวันหนึ่ง ไม่ต้องไปฟ้องอะไรเขากลับ และลูกสาวตำรวจนายนี้ยังเรียนที่ธรรมศาสตร์อยู่ แม้ว่าจะอย่างไรก็ไม่อยากให้ลูกนายตำรวจนี้ต้องอายเพื่อนหากจะรู้ความจริงว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอและน้องชายมาด้วยวิธีหารายได้แบบใดซึ่งควรเป็นเรื่องน่าอับอาย?

ความคิดเมตตาเช่นนี้กลับมาทำร้ายเธอต่อ เพราะภรรยาและตำรวจคนนี้ ได้แจ้งความที่สถานีตำรวจให้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา โดยชื่อผู้ต้องหาคือ ดอกเตอร์ท่านนี้ เธอได้รับหมายเรียกของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง แจ้งข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล ดอกเตอร์ท่านนี้งงมาก แทนที่ดอกเตอร์ท่านนี้จะเป็นฝ่ายแจ้งความ กลับกลายเป็นฝ่ายที่ใช้ข้อมูลเท็จเป็นฝ่ายแจ้งความ และการแจ้งนี้ไม่ไช่ครั้งแรกหลังจากชนะคดี เพราะภรรยาตำรวจนี้ได้เคยให้ตำรวจแจ้งทำเป็นบันทึกส่งไปยังสถาบันที่สอนอยู่โดยตั้งหัวข้อว่า เรื่องข้าราชการต้องคดี และให้สถาบันเป็นผู้แจ้งให้ไปพบที่สถานีตำรวจ แต่เธอไม่ไปเพราะจดหมายฉบับนั้นเป็นเพียงต้องการประจานเธอเท่านั้นเธอจึงไม่สนใจ แต่ครั้งนี้ส่งหมายเรียกแบบที่เขียนว่าหากไม่ไป สามารถออกหมายจับได้ ดอกเตอร์ท่านนี้เล่าไปสลับกับเสียงถามจากผู้ฟังเป็นระยะๆ และทุกคน (ยืนยันว่าทุกคนจริงๆ) บอกให้เธอหยุดเมตตา ให้สู้ คนหนึ่งพูดว่าเล่นกับคนบ้_ ต้องรุกไม่งั้นไม่หยุด ต้องโต้บ้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าเธอจะจัดการอย่างไร แต่ประโยคหนึ่งที่เธอพูดทำให้เศร้าใจคือ เธอไม่แน่ใจว่าตำรวจดีจริงๆยังมีหรือไม่ และเธอกลัวว่าความยุติธรรมจะไม่มี หากไม่มีสิ่งนี้แล้วคนดีจะดำรงความดี โดยไม่ถูกรังแกได้อย่างไร

meepole อยากให้โลกนี้ สังคมนี้ช่วยกันรักษาคนดีๆด้วยเถิด ช่วยกันทำลายคนเลว เพื่อลูกหลานของเรา และเป็นกุศุลที่ใหญ่ที่เราจะช่วยกันให้คนดี มีกำลังใจต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

Tuesday, 10 May 2011

social network กับ ภาพลวงตา ที่ต้องระวัง

social network  กับ ภาพลวงตา ที่ต้องระวัง

ภาพ: เปลือกโดย meepole

บังเอิญจริงๆได้เข้าไปในที่แห่งหนึ่ง ไปแตะตาด้วยหัวเรื่องที่ “คนสร้างภาพ” คนหนึ่งเขียนตั้งไว้แล้วดูดี เพราะเกี่ยวกับ มุมมองของ social network หากแต่สิ่งที่ได้อ่านไม่ไช่สิ่งที่คิดไว้ว่าน่าจะได้ประโยชน์ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็กลับได้สิ่งที่สังคมทั่วไปชอบ คือคำพูดที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกว่าสะใจ  ใช้จิตวิทยาขั้นพื้นฐาน  คนเขียนเป็นคนเข้าใจจุดอ่อนของสังคมกลุ่มนั้น เหตุที่สนใจสิ่งที่เขาเขียนเพราะได้เคยเห็นจากข้อเขียนที่ ดูเหมือนสะท้อนตัวตนที่ตรงกันข้าม และขัดแย้ง ของคนผู้นั้นในหลายครั้ง ..
ดังนั้นในการเข้าร่วมสังคมแบบนี้จึงต้องใช้ สติและปัญญา ในการพิจารณาคนด้วย อย่าเชื่อเพียงเพราะอ่านตัวอักษร หรือรู้ตัวตนเพียงแค่ผ่านผิว ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่หากเราสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วว่าสังคม virtual  นั้นๆอยู่แล้ววุ่นวายหนอ หรือ มันไม่ต่างจากชุมชนคนจริงๆ ล่ะก็ ออกมาเถอะ! อย่าไปเสียเวลากับมันเลย ในเมื่อโลกจริงๆเราสามารถเลือกได้ เลือกที่จะอยู่และเลือกที่จะเป็น และมีดีที่จะเลือกสังคมดีๆอีกมากมาย แล้วสังคมจำลองเสมือนเหล่านั้นก็ไม่แตกต่างที่มีคนสมมุติบทบาทตัวเองขึ้นมาให้เป็นผู้โดดเด่นในด้านต่างๆ การเข้าไปร่วมในสังคมเช่นนั้นจึงต้องมีสติเป็นตัวกำกับ

ฉันได้เห็นประโยคหนึ่งที่ "คนสร้างภาพ" คนนี้เคยเขียนแล้ว meepole ก็ชอบคือ การ "เตือนให้รู้จักระวังตัว ที่จะไม่หลอกตัวเอง เพราะเสียหายกว่าที่ถูกผู้อื่นหลอก "  (แต่ที่ฉันกลัวคือ คนที่สร้างภาพหลอกผู้อื่นมากกว่า อันนี้น่ากลัวกว่าผี บรื๋อ!!)  แต่ meepole คิดต่อไปว่าในสังคมยุคนี้มีคนแอบจิตมาก จนไม่รู้ตัวเองว่ากำลังหลอกใคร  แสร้งดี จนสับสน (แต่ก็คิดว่า ดีกว่าทำเลว)  มีความขัดแย้งในตัวเอง (contradict) ตลอดเวลา บางคนคุยคิดจะสร้าง model ที่มีความสุขให้ใครต่อใคร แต่จะทำได้อย่างไร ในเมื่อจิตของตนเองยังเสาะแสวงหาเพื่อตัวเอง ดิ้นรนไม่สิ้นสุด หาจุดยืนจนสับสน ออกหาสังคมเพื่อเจาะคนที่มีความต้องการที่ตรงกัน หรือแลกเปลี่ยนแบบลิงผลัดกันเกาหลัง หรือไม่ก็เขียนเพื่อแสดงความเป็น “ครูที่ทำเพื่อเด็ก” ก็น่าห่วงว่าหลายคนอ่านแล้วจะเลียนแบบโดยไม่ใช้วิจารณญาณ แล้วนึกว่าไช่เลย (เพราะเด็กจะกลายเป็นกระได หรือไม่ก็ไขควง ของครูคนนั้นไป)



..แต่ที่อันตรายคือ คนที่เห็นเขาต่างหาก สับสนด้วยหรือไม่  สับสนยกย่องว่าเป็นคนดี  สับสนคิดว่าเป็นผู้นำทางความคิด สับสนว่าเป็นอะไรที่ใช่เลย.....!  สังคมเราทิ้งปัญหาสะสมไว้มาก เพราะคนดีในยุดนี้หาได้ง่าย ทำตัวเด่นดัง ก่อตั้งอะไรสักอย่าง ออกสื่อให้บ่อย หากินกับเด็กก็ได้ คนชรา ก็ดี  คนดีเฉพาะกิจได้รับการยกย่องโดยดูเพียงที่เห็นต่อหน้า  เมื่อ "ดี" นั้นไม่จริง (fake) จึงเกิดความสับสนในเรื่องของ คนดี และ ความดี   หรือ ปูชนียบุคคล ตามมา เมื่อตัวตนถูกเปิดเผย ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นมาหลายตัวอย่างในสังคมเรา  ดังนั้น การยกย่องใคร การสนับสนุนใคร ใน social network  ที่สามารถแพร่ขยายออกไปรวดเร็วและกว้างขวาง จึงเป็นเรื่อง "ดาบสองคม" จริงๆ   เหมือนความคิดที่ "คนสร้างภาพ" ได้เขียนไว้มีความหมายว่า

“..มีข้อมูลมาก แต่หาปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องแทบไม่พบ และอาจถูกตำหนิว่า เป็นพวกมีความรู้ แต่ไม่มีการศึกษา”          แต่ meepole กลัว "คนมีการศึกษา ที่ไม่มีความรู้" มากกว่า    เพราะจะกลายเป็น ฅนลวงโลก ไม่ใช่ ฅนขวางโลก  คิ  คิ


ที่มาภาพ: mydvd4u.com

Sunday, 8 May 2011

ปิดทองหลังพระ

ปิดทองหลังพระ



เมื่อมีคนบ่นว่า "ทำความดีไม่มีใครเห็น ทำอะไรหัวหน้าไม่รู้ ทำแล้วเหมือนปิดทองหลังพระ
บางคนทำเพียงเอาหน้าก็ได้ดี"   ก็มักจะบอกเขาว่า

หากเราเชื่อแบบคนพุทธ ที่ใครทำกรรมใดยอมได้กรรมนั้นเพียงแต่ช้าหรือเร็ว โลกนี้มีทั้งคนชอบปิดทองหน้าพระ ปิดทองหลังพระ แต่คงดีกว่าจะไม่ช่วยกันปิดทองเลย  เพราะสิ่งที่เราหวังคือองค์พระที่งดงาม  ทำไปเถอะ ทำดี ก็เกิดดี ขึ้นแล้ว

เปรียบเหมือนจิตของผู้ติดทองย่อมรู้ ผู้ติดที่จิตบริสุทธิ์ เมื่อติดเสร็จความอิ่มเอิบใจ หรือปิติที่เกิด
ย่อมแตกต่างจริงๆ