Showing posts with label คุณภาพการศึกษา. Show all posts
Showing posts with label คุณภาพการศึกษา. Show all posts

Wednesday, 7 September 2011

ใคร ?? ตกต่ำ ใครกันที่ควรปรับปรุง



จากพาดหัวข่าว  คุณภาพบัณฑิตไทยตกต่ำ แนะมหา‘ลัยปรับคุณภาพบัณทิตให้มากขึ้น
ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบัณฑิตไทยไม่มีคุณภาพว่า คุณภาพบัณฑิตไทยตกต่ำมานานพอสมควรแล้ว ภาพรวมยิ่งน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะบัณฑิตที่จบในสาขาที่ไม่มีองค์กรวิชาชีพกำกับดูแลอย่างสายสังคมจะไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าที่ควร และยังผลิตมาก ขณะที่ตนเคยคุยกับผู้ประกอบการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบัณฑิตที่จบออกมาส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานได้ทันทีต้องมาเสียเวลาจัดอบรมและฝึกทักษะพอสมควรถึงจะทำงานได้ ส่วนที่ทำงานได้เลยมีน้อยมากและเป็นผลผลิตจากมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ดังนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆจะต้องหันกลับมาดูและเตรียมความพร้อมคุณภาพของบัณฑิตให้มากขึ้น ทั้งเรื่องภาษา เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ด้านดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่าที่ผ่านมาตนคุยกับผู้ใช้บัณฑิตหรือสถานประกอบมาตลอดต่างก็บ่นว่าบัณฑิตไทยไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าที่ควร และก่อนทำงานต้องมาจัดฝึกอบรมให้ก่อน ทำให้ต้องเสียงบฯ และเวลาพอสมควรกว่าบัณฑิตจะทำงานได้
โดย : ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย (ENN) 7 ก.ย. 54

จากพาดหัวข่าว และคำกล่าวข้างต้นของทั้งสองคนที่อยู่ในวงการศึกษามานาน อยู่ในตำแหน่งที่สามารถจะผลักดันให้เกิดคุณภาพหรือเกิดการพัฒนาทางการศึกษาได้ และเป็นสิ่งที่คนที่เอาใจใส่ในคุณภาพการศึกษารู้ดี  รู้มานานแต่ทุกสิ่งที่ไม่มีคุณภาพเหล่านั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่ที่จะเห็นได้ชัดเจนคือการพัฒนาทางสิ่งก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น บางสถาบันมีเงินหมุนเวียนในการสร้างหรือซ่อมตึก อาคาร เปลี่ยนป้ายชื่อ ทำกำแพง สร้างสนามกีฬา สระว่ายน้ำ หอประชุม หลายร้อยล้านในสามปี แต่นักศึกษาบางสาขาวิชากลับไม่มีอุปกรณ์ในการเรียน ไม่มีจริงๆแม้กระทั่งอุปกรณ์พื้นฐานในปีที่เปิดโปรแกรม (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  สาขามลพิษสิ่งแวดล้อม) แต่เอกสารการขอเปิดหลักสูตรมีทุกอย่างครบถ้วนเพราะกรรมการอนุมัติไม่รู้เรื่องอะไร  เชื่อตามที่เขียนไป อนุมัติหลักสูตรโดยไม่มีแม้แต่อาจารย์ที่ตรงสาขาตามที่กำหนดคุณสมบัติกันไว้ แล้วใครจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องเหล่านี้ เพราะทุกคนมักคิดและให้เกียรติกันว่าเป็นไปตามความจริง meepole กว่าจะรู้ว่าไม่มีอะไรเลยเมื่อกลับมาใช้ทุน(รัฐบาล) ในสถาบันแห่งนี้ และได้เสนอบอกบัญหาโดยลำดับตั้งแต่คณบดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ อธิการบดี จนกระทั่งนำเข้าสู่สภามหาวิทยาลัย เพื่อพูดถึงคุณภาพที่ได้อนุมัติหลักสูตรเปิดสอนโดยไม่มีอุปกรณ์ของสาขาวิชาเลย (จนปัจจุบัน) และเมื่อนักศึกษาไปฝึกงานจึงไม่สามารถฝึกงานตรงสาขาได้เลย เพราะไม่เคยได้ทำปฏิบัติการ  จนจบไป 3 รุ่น

นักศึกษาที่จบจากที่นี่มีทั้งที่ไม่มีงานทำ เป็นพนักงานขายของ พนักงานเสริฟ  พนักงานนับของ  ครู  อบต. ไม่มีคนได้เป็นนักสิ่งแวดล้อม หรือที่เกี่ยวข้องตามสาขาที่ได้เรียน (วท.บ.  วิทยาศาสตร์บัณทิต ) เพราะไม่เคยได้ทำปฏิบัติการในวิชาเฉพาะสาขาเลย ทั้งๆที่จ่ายเงินค่าปฎิบัติการที่แพง ความผิดนี้ไม่ไช่ของเด็กนักศึกษา  อาจารย์ในสาขาได้บอกสิ่งนี้กับนักศึกษาให้ทราบทุกรุ่น 

meepole เคยพูดในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้กรรมการสภาฯได้เห็นความจำเป็น เมตตาต่อนักศึกษาและ ช่วยผลักดันให้อนุมัติการจัดให้มีอุปกรณ์  ด้วยคำพูดนี้  “ ดิฉันขอเรียนให้กรรมการสภาฯทราบว่า นักศึกษาที่ไปฝึกงานในปีที่ผ่านมากลับมารายงานและพูดว่าเขารู้สึกละอายมากเมื่อเข้าไปฝึกงานที่แห่งหนึ่งแล้ว มีนักศึกษาจากสองสถาบันมาฝึกด้วย พี่เลี้ยงจะแบ่งงานก็ถามว่าใครใช้อุปกรณ์ใดเป็นบ้าง ทุกคนเป็นหมดยกเว้นที่มาจากสถาบันนี้ที่ไม่เป็นเลยและไม่เคยเห็นด้วย มีพวกเขาสองคนที่ส่ายหัวว่า "ไม่" ตลอด และดิฉันก็ตอบเด็กเช่นกันว่า ไม่เพียงแต่คุณที่ละอาย แต่ครูก็ละอายไม่ต่างกัน และรู้สึกผิดต่อพวกคุณ (นศ.) ด้วยที่ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์ให้ได้”

 meepole เชื่อว่าทุกคนได้ยินชัดเจนแต่จะเข้าใจหรือไม่ ไม่ทราบ และมีเอกสารที่โปรแกรมแจกแจงอุปกรณ์ที่ควรมีและต้องมีประมาณ 18 รายการ งบ 2 ล้านบาทเศษ แบบประหยัดสุดๆ ประกอบการอธิบายในสภาฯว่าใช้สอนในวิชาใด ขอเช่นนี้มา 3 ครั้งในทุกระดับ แต่ไม่เคยมีการตอบรับกลับมา จนเด็กจบไป 3 รุ่นและเราเห็นว่าจะเกิดผลเสียต่อนักศึกษา เหมือนหลอกลวง ทำร้ายอนาคตของเขา ที่หลงมาเรียนในสภาพที่ไม่พร้อม ก็เลยขอปิดหลักสูตรสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้รับการอนุญาตจากอธิการบดีและเรียกหัวหน้าโปรแกรมและอาจารย์ไปบอกว่าสิ่งนี้ต้องไม่เกิด จะไม่มีการปิดโปรแกรม (เพราะมีนศ.สนใจมาเรียน) จนบัดนี้เราก็ยังคงต้องสอนกันโดยไม่มีอุปกรณ์เฉพาะสาขาให้เด็กได้ฝึกปฎิบัติเลย  นี่คือความจริงเพียงส่วนหนึ่งของความไม่มีคุณภาพที่นี่ แต่การประเมินคุณภาพคณะผ่านมาโดยตลอดเพราะกรรมการประเมินรู้กันดีดูเอกสารเป็นหลัก เคยเสนอให้กรรมการต่างๆมาเดินเยี่ยมชมสถาบันที่ท่านเป็นกรรมการอยู่  แต่คงคาดเดาได้นะคะว่าสิ่งที่ meepole ขอเป็นไปได้หรือไม่  หุ หุ  

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อยากให้โทษนักศึกษาฝ่ายเดียวที่ไม่มีทักษะ หรือไม่มีคุณภาพ เพราะเบื้องหลังความขาดทักษะ ไม่มีคุณภาพต่างๆนั้น มาจากการจัดการบริหารที่ไม่เอาใจใส่คุณภาพด้านวิชาการอย่างจริงจัง จริงใจ  กรรมการประเมินที่ไม่ใส่ใจจริงจัง ดูแต่ภาพลวงตาที่สวยหรู ให้ผ่านดี ดีเยี่ยม ตามตัวอักษรในรายงานทุกครั้ง คุณภาพการศึกษาจึงตกต่ำ ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพที่แท้จริง จึงทำให้เป็นดังเช่นที่นักการศึกษาแต่ละคนที่ออกมาพูดให้เป็นข่าวครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็หายเงียบไป ผลกรรมตกที่นักศึกษา ลูกหลานใคร??  จึงอยากเปลี่ยนหัวข่าวให้เป็น

คุณภาพบัณฑิตไทยตกต่ำ แนะมหา‘ลัยปรับ
คุณภาพผู้บริหาร และกรรมการประเมิน ให้มากขึ้น

 Meepole อยากเห็นคนที่มีตำแหน่งที่สามารถจะบันดาลสิ่งนั้น (คุณภาพที่แท้ ไม่ไช่ภาพที่สร้าง) ให้เกิดได้ เข้ามาอ่าน มาเห็น มาร่วมรู้สึก และช่วยลบภาพลวงตาเสียที การศึกษาชาติจะได้พัฒนาจริงๆ แล้ว 15,000 บาท จะได้ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

Saturday, 23 July 2011

เรื่องแมวๆ

เรื่องแมวๆ


เชื่อว่าใครก็ตามเห็นรูปเจ้าแมวน้อยนี้ คงอดเอ็นดูไม่ได้ สายตาที่ใส ซื่อ  แต่...

meepole ไม่เลี้ยงแมวจ๊ะ ไม่เคยคิดจะเลี้ยง ไม่รู้สึกชอบ แต่ไม่เกลียดแมว ลูบหัวได้ แต่ไม่ชอบให้มาคลอเคลีย รู้สึกว่าเป็นการประจบประแจงแบบมีประโยชน์แอบแฝงยังไงไม่รู้ (มองแง่ร้ายจัง)  ..ก็เพราะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่สามารถเดินมาแนบชิดสนิท เฉียดไปมาได้ เบียดคลอเคลียซะ..อี๋ !!!  อาจเพราะ meepole ไม่ชอบคนที่มีพฤติกรรมแบบประเภทที่หลายคนชอบ คือปรับตัวได้เร็ว หัวหน้า ผู้บังคับบัญชา นายคนไหนมา  ดีไม่ดี ไม่เกี่ยง ตามเสนอตัวเป็นเงา หรือไม่ก็ wallpaper ได้แนบสนิท เพียงขอให้สามารถให้ผลประโยชน์ได้ ก็เป็น "คะเลีย"  ( บัญญัติเอง มาจาก คลอเคลีย + ชะเลีย)  ตั้งแต่แรกเห็น.....เหมือนแมว เลยคิดไม่สนิทใจกับแมว   ถ้าปรับตัวเร็วมากขนาดนั้นน่าจะไปเป็นจิ้งจก หุ หุ  (อันนี้เคยเห็น ขนาดตามติดหิ้วรองเท้า กระเป๋าถือ โทรศัพท์ แม้กระทั่งยกจานกับข้าวทุกอย่าง ถือให้ตักตรงหน้า ชนิดเจ้านายไม่ต้องเอื้อมมือออกจากจานข้าว อ้อ! ที่เห็นนี่ก็เป็นครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา อย่าเข้าใจผิด  meepole เห็นแล้วก็ งงๆ งงจริงๆ งงว่าทำได้ไง??  เพราะถ้าเอาใจพ่อ แม่ ตัวเองได้ขนาดนี้คงเป็นลูกกตัญญู น่ารักตายเลยนะนี่ :)

เมื่อวานได้คุยกับกลุ่มดอกเตอร์รุ่นใหม่ ที่มีความคิด แนวคิดที่จะต่อสู้เพื่อความไม่ถูกต้อง และความไม่มีคุณภาพของสถาบัน ที่นับวันจะแย่เกินกว่าที่คนนอกสถาบันจะคิดถึง ว่าเป็นไปได้ และไม่สามารถนำมาบันทึกไว้ได้เพราะต้องมาสัมผัสเองจึงจะเชื่อว่ามีสถาบันการศึกษาที่มีผู้มีหน้าที่ ทำเรื่องที่น่ารังเกียจเช่นนั้น..อยู่จริงๆ   ก็บอกพวกเขาว่ามีหลักการ 2 อย่าง ที่ meepole  ปฎิบัติมาตลอดชีวิตราชการ เพื่อให้ยืนหยัดในสังคม (ที่ไม่น่าเชื่อ) แห่งนี้ได้คือ ไม่ทำชั่ว และ ไม่ทำผิด (ไม่ทุจริต หรือโกงกินเงินแผ่นดินทุกรูปแบบ ไม่ทำผิดจรรยาบรรณ ไม่ทำผิดศีลธรรม โดยเฉพาะศีลข้อที่มนุษย์ต้องรักษาได้ เพราะสัตว์ไม่สามารถรักษาได้ คือศีลข้อ 3 ครูอาจารย์ต้องรักษาศีลข้อนี้ให้ดี เอาไว้ค่อยเขียนวันหน้า)  ทำหน้าที่ให้ดีเท่าที่จะทำได้ในสถานภาพที่เป็นและสถานการณ์หนึ่งๆ  และจริงๆเพียงแค่เราปฏิบัติตามมงคลสูตรข้อที่ 1 ชีวิตเราก็สงบสุขได้มากในระดับหนึ่งแล้ว

ก็มาสรุปตรงที่ว่าแทบทุกคน (แต่ไม่ทุกคน เพราะยังมีหลายคนที่มีกระดูกสันหลังแข็งแรง ยืนหยัดเพื่อทำในสิ่งถูก) กลัวผู้บริหารที่นี่ กลัวการไม่ได้ตำแหน่ง ไม่ได้ขั้นพิเศษ ไม่ได้รับความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในเรื่องต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือสถาบันการศึกษา ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผู้ที่คนเขาเรียกว่า ครู อาจารย์ ที่เป็นผู้นำทางปัญญา และมีคุณธรรม จรรยาบรรณ การจะพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัยในด้านวิชาการ คงทำได้ยากมาก เพราะตอนนี้การสร้างภาพเป็นที่น่าเชื่อถือได้ของคนนอก ข้างในแย่แค่ไหนก็ผ่าน (ที่ไม่ผ่านไม่กี่แห่งนั้นโชคร้ายจริงๆ) เพราะการประเมินในปัจจุบันหลายแห่งทำกันที่โต๊ะ :) หลายคนเลยคิดง่ายๆว่าพูดโต้แย้งไปไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เลยไม่พูด เงียบ (แต่เอามานินทาลับหลังได้) หรือไม่ก็ประจบเอาใจ ได้ผลประโยชน์กลับมาอีก ส่วนมากก็เลยเลือกประการหลัง มัน (มัก) ง่ายดี.. เมี้ยวๆ


ทำไมไม่มีใครเห็นนะว่า การบริหารสถาบันแบบไร้คุณภาพการศึกษา สร้างแต่ภาพลวงตานั้น เป็นการบ่อนทำลายอนาคตของชาติที่อันตรายมากจริงๆ

เริ่มต้นตั้งใจเขียนเรื่องแมวๆ แท้ๆ โยงเข้าไปเรื่องคนๆ จนได้ !!! หุ หุ


"ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆที่เรารู้สึกด้วยใจจริง ว่าชั่ว ว่าเสื่อม 
เราต้องฝืน ต้องต้านความคิด และความประพฤติทุกอย่าง ที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ"

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ที่มาภาพ: whitemedia.org