Showing posts with label ครู. Show all posts
Showing posts with label ครู. Show all posts

Friday, 9 September 2011

สำนึกดี อยู่ที่ ?

สำนึกดี อยู่ที่ ?



เมื่อวานได้แวะไปร้านส้มตำไก่ย่าง ซื้อส้มตำ ยำทะเล ที่ร้านเล็กๆติดรั้วมหาวิทยาลัย ที่นี่เขาจะแบ่งแนวกำแพงให้เป็นห้องเล็กๆสำหรับให้ร้านค้ามาเช่า ส่วนมากก็ขายอาหาร อาศัยกำแพงเป็นฝาหลัง ร้านนี้เคยทานมาเกือบปีแล้ว ส่วนมากเพื่อนจะซื้อมาทานกันแต่ meepole ไม่ได้ไปซื้อเองก็เลยไม่เคยได้คุยกับแม่ค้า วันนี้เป็นคนแรกที่ไปเป็นลูกค้า ระหว่างยืนรอ แม่ค้าก็ช่างคุย ชวนmeepole คุยโน่นนี่ เริ่มจากทานเผ็ดใหม ไม่ทานหมูหรือ กระทั่งเป็นคนที่ไหน ไม่เคยเห็นฯ meepole ก็ถามว่าขายถึงกี่โมง เธอบอกว่าประมาณบ่ายสามโมงกว่าสี่โมงก็เก็บ meepole ก็ว่าไม่ขายช่วงเย็นหรือ เธอตอบว่า ........

"ไม่ขายหรอก ไม่อยากให้คนเอาเหล้ามากิน"  ก็คิดว่าคงเป็นนักศึกษา จึงพูดว่า" ก็เขียนติดประกาศไว้หน้าร้านว่า งดนำเหล้าเข้ามาดื่ม" เธอตอบว่า "ไม่ไช่นักศึกษาหรอก นักศึกษาไม่กล้าเอาเหล้าเข้ามากิน เขารู้ " ก็เลยแปลกใจ ถามว่า "แล้วใครเอาเข้ามา" คำตอบได้ยินแล้วเป็นอึ้งกิมกี่ เธอตอบว่า "ที่เอาเหล้ามาดื่มน่ะเป็นอาจารย์ ไม่กล้าห้าม อายุก็มากกันแล้ว เราไม่อยากมีปัญหา มันอยู่ติดมหาวิทยาลัย และก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กด้วย เราไม่อยากให้เด็กเห็น นะอาจารย์นะ" 

 ได้ยินแล้วก็มองหน้าแม่ค้านี้ด้วยความรู้สึกชื่นใจและขอบคุณ ที่มีจิตสาธารณะ มีจิตที่เมตตา สำนึกดีกว่าผู้ได้ชื่อว่าครู อาจารย์ ซึ่งสอนในระดับอุดมศึกษา แต่กระนั้น meepole ยังมีความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นอาจารย์ จึงพูดไปว่า "อาจเป็นคนนอกหรือเจ้าหน้าที่" เธอบอกมาทันที "โธ่อาจารย์หนูไม่ไช่เพิ่งมาขาย อาจารย์กี่รุ่นมาทานที่นี่ หนูรู้จัก และเด็กเขาก็เรียกอาจารย์นะ  หนูเลยตัดปัญหา และมีที่ดื่มเก่งๆเป็นอาจารย์ผู้หญิงด้วย เราเห็นแล้วไม่กล้าพูด ตอนนี้ก็ไม่ค่อยเห็นอาจารย์ชายอายุมากคนนั้นแล้ว"  meepole ก็บอกว่า "อาจเกษียณไปแล้ว"  แล้วก็ไม่พูดอะไรต่ออีก

เดินออกจากร้านด้วยความรู้สึกแปลกๆที่บอกไม่ถูก ที่ว่าแปลกคือหดหู่ ปนเศร้า ปนไม่น่าเชื่อ คิดว่าไม่น่าเชื่อว่าแม่ค้าส้มตำ มีสำนึกดี รับผิดชอบ ต่อเยาวชน ในขณะครูอาจารย์ที่มีการศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี และมีความรับผิดชอบที่ต้องอบรม สั่ง สอนและเป็นตัวอย่างที่ดีกับนักศึกษา กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ที่ร้านข้างรั้วมหาวิทยาลัยแท้ๆ 

ดังนั้นการศึกษา (ที่มีครู อาจารย์สั่งสอน) และตำแหน่งหน้าที่ไม่ได้เป็นตัวทำให้มีสำนึกดีได้เลยหรือ  จากตรงนี้อาจต้องปรับความคิดใหม่ หรือไม่ว่า สำนึกดีต้องเริ่มตั้งแต่ในครอบครัว ที่มีผู้ใหญ่สั่งสอน หรือประพฤติเป็นตัวอย่างให้เห็น นับว่าโชคดีจังที่ข้างรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีแม่ค้าที่มีสำนึกดีกว่าครู อาจารย์บางคน ขอบคุณแทนพ่อแม่นักศึกษาจริงๆ

Saturday, 3 September 2011

คิดถึงคำครูสอน

คิดถึงคำครูสอน



วันนี้ไปอ่านเจอข้อความข้างล่างนี้ที่มีคนเขียนในการตั้งข้อสังเกตพฤติกรรมของผู้จัดรายการท่านหนึ่งว่าเปลี่ยนไป
"...ในยามที่พายุโหมกระหน่ำรุนแรงไม้ใหญ่ย่อมหักโค่นเพราะแข็งขืน แต่ต้นหญ้ายอมเอนลู่ตามลม  ไม่มีวันหักโค่นและคงจะมีโอกาสที่จะฟื้นตัวหลังจากพายุผ่านพ้นไป"
(http://www.oknation.net/blog/doilor/2011/09/01/entry-1)

อ่านแล้วก็นึกไปถึงหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เลยนั่งคิดย้อนดูตัวเอง แล้วทำให้คิดถึงคำสอนของ ครู สองคนที่ meepole จำได้ตลอดมาแม้ว่าจะผ่านไปหลายสิบปี...........

ตอนจบปริญญาตรีเข้าทำงานใหม่ๆ เคยถูกผอ.อาวุโส (เพื่อนแม่) ของสถาบันแห่งหนึ่งและสอน meepole ด้วย เรียกตัวไปพบ จำไม่ได้ว่าเพราะเหตุอันใด ท่านได้แนะนำหรือสอนว่า “ให้หัดทำตัวเหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบอน แล้วจะทำงานได้สะดวก อย่าทำตัวให้มีมุม มันจะติดไปหมด”  จำได้ว่าด้วยวัยวุฒิที่เพิ่งจบการศึกษา และมีความตรงไปตรงมาเลยโต้ตอบไปทันทีว่า “หนูคงทำตัวแบบนั้นไม่ได้ เพราะที่บ้านสอนให้ทำอะไรตรงไปตรงมา คงกลิ้งไปกลิ้งมาแบบนั้นไม่ได้”  อันนี้จึงยังไม่เคยปฏิบัติตาม

คำสอนของผอ.ท่านนี้อาจไม่ผิด แต่รู้ว่าหากทำแล้วทุกข์ ฝืนตัวตนก็ไม่ทำ อันนี้ meepole ก็ต้องยอมรับว่าการที่ไม่เคยยอมก้มให้กับผู้บริหารที่ทำในสิ่งไม่ถูกต้องและตัวเองก็ยืนหยัดในการทำสิ่งที่ถูกศีลธรรมเสมอมา แม้ไม่เจริญในราชการมากนักแต่ไม่ตกต่ำ และเป็นสุขใจ ไม่มีใครสามารถมาทำให้เราถอยหลังได้ ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวาย และเป็นที่เคารพ เป็นที่ปรึกษาเป็นตัวอย่างของหลายๆคนที่ต้องการกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งไม่ถูกต้องในที่ทำงานมาทุกยุคและยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป

อาจารย์อีกท่านเป็นทั้ง advisor และเป็นอาจารย์สอนตอนปริญญาตรีเป็นคนที่ meepole ระลึกถึงพระคุณท่านเสมอมาจนปัจจุบัน (ขออนุญาตเอ่ยนามคือ อ.ชลอ วิเศษเสนีย์)  เมื่อ meepole กลับไปเรียนปริญญาโท ก็ยังคงแวะไปเยี่ยมคุยอาจารย์เป็นประจำ ท่านสนิทกับ meepole มาก ท่านสอนว่า  “ยิ่งเรียนสูงขึ้นมีความรู้มากขึ้น อย่าทำตัวเหมือนไม้ไผ่ที่แข็งตรงจะหักโค่นเมื่อโดนพายุใ ห้ทำตัวเหมือนต้นข้าวที่ยิ่งออกรวงมาก เสมือนมีความรู้มาก ยิ่งเอนลู่โน้มลง”  ในความหมายของท่านคือสอนให้เป็นคนอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง หรือหยิ่งผยองเมื่อมีความรู้สูงขึ้น
 meepole น้อมรับคำสอนนี้และปฎิบัติตามที่อ.ชลอท่านสอนตลอดมา มีความระมัดระวังที่จะไม่ยกตนข่มใครเป็นอันขาด และที่ประพฤติปฏิบัติมาโดยตลอดคือการไม่มีตัวตน (ทำโดยไม่ต้องไม่มีใครรู้จักตัว หากรู้เห็นตัวว่ากำลังทำ ก็ไม่รู้จักชื่อหรือว่าเป็นใคร หากรู้จักชื่อก็ไม่รู้ว่าคนไหน) เป็น อยู่ให้ธรรมดาเหมือนตอนเกิดมา ไม่ต้องปรุงแต่ง แบกยกอะไรให้มากนัก ชีวิตก็เบาสบาย

หลายครั้งเมื่อเจอเรื่อง เจอคนในสังคมปัจจุบันที่มีแนวคิด หรือมีการกระทำในลักษณะแบบน้ำกลิ้งบนใบบอน ไหลคล่องทุกสถานการณ์   หรือประเภทจิ้งจกเปลี่ยนสี  ดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ไม่มีแยกแยะ เพราะมีคำรองรับการกระทำนั้นมากมายเช่น  "เขาคงมีความจำเป็น...เลยต้องทำ"  "ก็ต้องตามน้ำไปก่อน ไม่งั้นก็จม"   "ยืดหยุ่นกันหน่อย..."   ฯ สารพัดข้ออธิบาย แล้วเขาก็อยู่ได้ แต่จะอยู่ดีหรือไม่  มีความสุขที่แท้ มีศักดิ์ศรี มีสำนึกละอาย หรือไม่ ไม่มีใครรู้ ใจตัวเองเท่านั้นที่รู้ เพราะสุข -ทุกข์อยู่ที่ใจของเขา  แต่หากเราคิดจะทำเช่นเดียวกับเขาแล้วรู้สึกละอายหรือทุกข์ ก็อย่าไปทำ เพราะมโนธรรมในใจคนมีไม่เท่ากัน การอบรมสั่งสอน พื้นฐานทุนของครอบครัวมีไม่เท่ากัน ทำให้เราแตกต่างกัน

ดังนั้นการที่ใครจะทำตัวเป็นอะไร ในสังคมยุคบริโภคนิยมเช่นนี้ จึงมีเหตุผล มีข้ออธิบายได้หมด เขาจะไม่พูดถึงถูกผิด ชั่วดี  เพราะบางคนบอกว่าวัดไม่ได้  แต่ยังไงๆ  meepole ยังคงเชื่อคำที่ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ อย่างน้อยคนที่คิดดี ทำดี ของแท้ กินได้ นอนหลับ ฝันดี ที่สำคัญไปไหนมาไหนไม่ต้องสะดุ้งเหลียวหน้ามองหลัง เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ลูกหลานมีสุข อบอุ่นอยู่ในแผ่นดินไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ทุกพระองค์ที่เสียสละเพื่อแผ่นดินมานับไม่ถ้วน :)


Thursday, 25 August 2011

ดาบสองคม: กิจกรรมวิทยาศาสตร์กับครู

กิจกรรมวิทยาศาสตร์กับครู (บางคน) ผู้ไล่ล่า


เมื่อวานสอนเสร็จมีเวลาแวะไปคุยกับอาจารย์น้องๆ ตอนหนึ่งก็คุยเรื่องวันวิทยาศาสตร์ว่าไปดู ไปศึกษาอะไรมาบ้าง ก็คุยกันเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ต่อว่าเห็นความผิดพลาดที่เป็นเรื่องแปลกใจสำหรับอาจารย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับรู้ เช่น วัตถุประสงค์กับเนื้อหาเรื่องที่ทำไม่สอดคล้องกัน ตัวแปรผิด วิธีการศึกษาที่ใช้ผิด (อันนี้ค่อนข้างมาก) สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มาเห็นเองก็จะคิดว่าไม่น่าจะถือสาอะไร เพราะเด็กนักเรียนทำ แต่จริงๆแล้วมันไม่ไช่เช่นนั้นเพราะเด็กทุกกลุ่มจะมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1-3 คน และที่เป็นห่วงคือทักษะกระบวนการทำ ที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลอย่างมากต่อเจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกต้องให้เด็ก เด็กยังคงต้องการการเอาใจใส่ ความรู้ และที่สำคัญยิ่งคือความคิดที่ถูกต้อง ทั้งๆที่กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดีมากในการจะพัฒนาความคิด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็ก แต่หากสิ่งนี้ได้ถูกนำมาสอนอย่างผิดๆ ทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ระดับประถมแล้วกิจกรรมนี้เป็นดาบสองคมที่อันตรายจริงๆ

 meepole ไม่อยากเขียนบันทึกเรื่องนี้มากนักเพราะไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะตราบใดที่ยังเป็นนโยบายที่ให้ทุกโรงเรียนเรียนวิชาโครงงาน มีการทำโครงงาน อาจารย์พร้อมหรือไม่ไม่คำนึงถึง แต่อาจารย์ก็ต้องการปริมาณงาน ผลงาน สำหรับการประเมิน จากหลายๆด้าน ก็ต้องทำและหลายๆคนก็ไม่ได้คิดคำนึงถึงผลเสียที่ได้ปลูกฝังสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้เด็ก ไม่แน่ใจว่าปีนี้จะมีทีมตัวแทนให้มาพูดเสนองานอย่างเดียวโดยไม่ได้เป็นผู้ทำอีกหรือไม่ เพราะเมื่อสามปีที่แล้ว meepole เป็นกรรมการตัดสินโครงงานวิทย์ฯ สอบสัมภาษณ์เด็กจนเด็กสารภาพว่าไม่ได้เป็นกลุ่มที่ทำงานนี้ แต่กลุ่มที่ทำตัวจริงไปเสนองานเดียวกันที่อีกสถาบันหนึ่ง ??  ก็เพิ่งเข้าใจว่าตอนนี้เป้าหลักของการทำโครงงานเน้นกันที่การได้รางวัล การไล่ล่ารางวัลของครู

มีคนเคยบอกให้ฟังเช่นกันว่า การได้รับรางวัลของครูจากผลงาน กิจกรรมต่างๆในวันวิทยาศาสตร์ มีผลต่อประเมินผลงานครูและโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงงานวิทยาศาสตร์ มีรางวัลจูงใจสูงกว่ากิจกรรมอื่นๆและสามารถส่งออกถึงระดับนานาชาติได้ และก็เคยมีการทำสำเร็จมาแล้ว แม้ว่างานบางชิ้นที่ได้รางวัลจะลอกแบบมา สั่งทำ หรือฯ แต่มีกรรมการไม่กี่คนที่จะเอาใจใส่ หรือระมัดระวังเรื่องเหล่านี้ เพราะอาจไม่คิด หรือคิดไม่ถึงก็ได้ว่าจะมีครูที่สามารถทำเช่นนี้ สอนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ไม่ควร ให้เด็กผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์" ได้ และครูบางคนสามารถล่ารางวัลได้ทุกปีโดยไม่มีใครสงสัยเพราะลักษณะคนไทยมักคิดเสมอว่าคนเคยได้รางวัลมาแล้วก็ต้องเก่งต้องดีเสมอ และนี่ก็ทำให้คนทำผิดลอยนวลในสังคมครูต่อไป ที่น่าเป็นห่วงก็คือเยาวชนของชาติ meepole ได้แต่เศร้าใจจริงๆกับการกระทำของ "ครู" บางประเภทที่เป็นผู้ล่า (รางวัล) ในปัจจุบัน

Thursday, 4 August 2011

Your cake is not my cake

Your cake is not my cake !!
by meepole


สำหรับข้าราชการ ชั้นยศ ตำแหน่ง เป็นสิ่งปรารถนาของส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ทุกคนหรอก เชื่อเถอะ!!  บางคนได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่ทุกข์  และก็มีอีกจำนวนมากที่พยายามทุกวิถีทางที่จะได้มันมา แน่นอนการที่จะได้มาก็มีสองวิธีคือโดยชอบธรรม และไม่ชอบธรรม มันก็เป็นวิถีโลก เพียงแต่ไม่อยากให้คนเราวัดความดี ความสามารถด้วยการมียศ ตำแหน่งใหญ่โต ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนพิเศษทุกปีเว้นปี มีอะไรดีเด่น ได้หมดทั้งๆที่เบื้องหลังไม่ไช่ในสิ่งที่เห็น แล้วไปดูถูก ดูแคลน คนที่ไม่ได้มีอะไรเด่นพิเศษ

 อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งที่จะเกษียณในปีนี้ ท่านก็ได้คุยถึงความหลังของคนรุ่นเก่าที่ทำงานร่วมกันอบอุ่นแบบพี่น้อง ที่ต่างจากยุคปัจจุบันที่สามารถยิ้มเข้าหากันได้ แต่ไม่ผูกพันกัน เหมือนหุ่นยนต์ ตัวใครตัวมันและพร้อมจะเหยียบหลังกันได้ทุกเมื่อแม้ขณะยิ้ม อาจารย์ท่านบอกว่ามันเป็น สะเหยะ ยิ้ม (ไม่ทราบว่าสะกดแบบนี้ถูกหรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้ยินคำนี้บ่อยนัก) เสียมากกว่า คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่สนใจผู้อาวุโส ยิ่งเป็นผู้อาวุโสแบบที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ก็ยิ่งเป็นทวีคูณเพราะไม่สามารถให้คุณให้โทษได้ แต่สำหรับคนที่มีตำแหน่งแม้ระดับเล็กๆ เช่นระดับหัวหน้าโปรแกรม คณบดี หรือผอ. จะได้รับการไหว้เช้า ไหว้เย็น ทักทาย ชีวิตราชการของอาจารย์ท่านนี้ไม่หวือหวามาก เรียบๆเรื่อยๆ สนใจสอนเด็ก อยู่กับเด็กและงาน ไม่ได้อยู่กับผู้บริหาร ลูกศิษย์ออกไปได้ดีก็ชื่นใจ ครองตนสมถะ อะไรไม่ดี รับรู้แต่ไม่ข้องเกี่ยว


 ขณะคุยอาจารย์ก็อดไม่ได้ที่จะเตือน meepole ให้หลบหลีกระวังบางคน บางเรื่องให้ดี ก็ได้บอกขอบคุณ แต่ก็บอกไปว่าคนเหล่านี้ที่เอ่ยมาไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่จะพบกันเพราะเส้นทางของ meepole ก็คล้ายๆกับท่านแต่ต่างที่ meepole รักและสนุกกับการเป็นนักวิชาการอิสระมาก อิสระจนคำว่า เจ้านายไม่มี เพราะที่นี่แปลกคนหลายๆคนจะเรียกหัวหน้าในเกือบทุกตำแหน่งว่า เจ้านาย หรือ my boss และหัวหน้าเกือบทุกตำแหน่งก็ทำตัวเป็นเจ้านายจริงๆ ทั้งๆที่เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานราชการ ตอนเช้า สาย บ่าย เที่ยง ต้องมีคนเสริฟ์ชา กาแฟ อาหารว่างถึงโต๊ะ และต้องรู้ว่าใครไม่ชอบอะไร ชอบอะไรเป็นพิเศษ  สำหรับ meepole แล้ว (ข้าราชการหน่วยงานอื่น ไม่ทราบธรรมเนียมปฏิบัติ) แต่ข้าราชการครู ไม่ควรมีเจ้านาย ทุกคนเป็นครู มีจิตเป็นครู ควรอยู่เหมือนพี่น้อง ญาติมิตร ที่ร่วมกันทำงานให้กับแผ่นดิน เป็นข้าของราชการ ข้าของแผ่นดิน ช่วยสั่งสอนอบรม เด็กรุ่นต่อๆไปให้มีความรู้  คุณธรรม มีความเป็นมนุษย์ เหมือนกับที่ตนเองเคยได้รับการสั่งสอนมา

meepole เคยคุยกับหลายคนรวมทั้งอธิการบดีว่า Your cake is not my cake ดังนั้นอย่ามองว่าทุกคน มีความปรารถนาในสิ่งเดียวกัน สำหรับบางคนแล้ว ยศ ชื่อเสียง ตำแหน่ง ที่หลายคนช่วงชิงชนิดไม่ได้ด้วยเล่ห์ โกงมาก็ทำ ไม่ไช่ที่ปรารถนา แต่ที่ต้องการคือ ได้ทำงานในบทบาทที่ตัวเองรัก ทำในหน้าที่อย่างถูกต้อง สุจริต และความภูมิใจคือการสามารถหลบหลีก ละเว้นการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดต่อคุณธรรม และจรรยาบรรณแห่งอาชีพ นั้นคือศักดิ์ศรีที่มีกันได้ในเส้นทางชีวิตการเป็นข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน และเล่าให้ลูกหลานและคนอื่นๆได้อย่างภูมิใจ และอย่างน้อยที่สุด เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน และที่สำคัญลูกหลานจะไม่เคยได้ยินใครพูดให้รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองมีเส้นทางที่ได้มาหรือทำมา อย่างน่าละอายเพียงใด (ประโยคสุดท้ายไม่ได้พูดให้ใครบางคนได้ยิน เพราะแสลงมากไป อจ.ที่คุยด้วยท่านเตือนไว้ว่าของแสลงลดๆการแจกบ้างนะลูก หุ หุ )

Saturday, 23 July 2011

เรื่องแมวๆ

เรื่องแมวๆ


เชื่อว่าใครก็ตามเห็นรูปเจ้าแมวน้อยนี้ คงอดเอ็นดูไม่ได้ สายตาที่ใส ซื่อ  แต่...

meepole ไม่เลี้ยงแมวจ๊ะ ไม่เคยคิดจะเลี้ยง ไม่รู้สึกชอบ แต่ไม่เกลียดแมว ลูบหัวได้ แต่ไม่ชอบให้มาคลอเคลีย รู้สึกว่าเป็นการประจบประแจงแบบมีประโยชน์แอบแฝงยังไงไม่รู้ (มองแง่ร้ายจัง)  ..ก็เพราะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่สามารถเดินมาแนบชิดสนิท เฉียดไปมาได้ เบียดคลอเคลียซะ..อี๋ !!!  อาจเพราะ meepole ไม่ชอบคนที่มีพฤติกรรมแบบประเภทที่หลายคนชอบ คือปรับตัวได้เร็ว หัวหน้า ผู้บังคับบัญชา นายคนไหนมา  ดีไม่ดี ไม่เกี่ยง ตามเสนอตัวเป็นเงา หรือไม่ก็ wallpaper ได้แนบสนิท เพียงขอให้สามารถให้ผลประโยชน์ได้ ก็เป็น "คะเลีย"  ( บัญญัติเอง มาจาก คลอเคลีย + ชะเลีย)  ตั้งแต่แรกเห็น.....เหมือนแมว เลยคิดไม่สนิทใจกับแมว   ถ้าปรับตัวเร็วมากขนาดนั้นน่าจะไปเป็นจิ้งจก หุ หุ  (อันนี้เคยเห็น ขนาดตามติดหิ้วรองเท้า กระเป๋าถือ โทรศัพท์ แม้กระทั่งยกจานกับข้าวทุกอย่าง ถือให้ตักตรงหน้า ชนิดเจ้านายไม่ต้องเอื้อมมือออกจากจานข้าว อ้อ! ที่เห็นนี่ก็เป็นครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา อย่าเข้าใจผิด  meepole เห็นแล้วก็ งงๆ งงจริงๆ งงว่าทำได้ไง??  เพราะถ้าเอาใจพ่อ แม่ ตัวเองได้ขนาดนี้คงเป็นลูกกตัญญู น่ารักตายเลยนะนี่ :)

เมื่อวานได้คุยกับกลุ่มดอกเตอร์รุ่นใหม่ ที่มีความคิด แนวคิดที่จะต่อสู้เพื่อความไม่ถูกต้อง และความไม่มีคุณภาพของสถาบัน ที่นับวันจะแย่เกินกว่าที่คนนอกสถาบันจะคิดถึง ว่าเป็นไปได้ และไม่สามารถนำมาบันทึกไว้ได้เพราะต้องมาสัมผัสเองจึงจะเชื่อว่ามีสถาบันการศึกษาที่มีผู้มีหน้าที่ ทำเรื่องที่น่ารังเกียจเช่นนั้น..อยู่จริงๆ   ก็บอกพวกเขาว่ามีหลักการ 2 อย่าง ที่ meepole  ปฎิบัติมาตลอดชีวิตราชการ เพื่อให้ยืนหยัดในสังคม (ที่ไม่น่าเชื่อ) แห่งนี้ได้คือ ไม่ทำชั่ว และ ไม่ทำผิด (ไม่ทุจริต หรือโกงกินเงินแผ่นดินทุกรูปแบบ ไม่ทำผิดจรรยาบรรณ ไม่ทำผิดศีลธรรม โดยเฉพาะศีลข้อที่มนุษย์ต้องรักษาได้ เพราะสัตว์ไม่สามารถรักษาได้ คือศีลข้อ 3 ครูอาจารย์ต้องรักษาศีลข้อนี้ให้ดี เอาไว้ค่อยเขียนวันหน้า)  ทำหน้าที่ให้ดีเท่าที่จะทำได้ในสถานภาพที่เป็นและสถานการณ์หนึ่งๆ  และจริงๆเพียงแค่เราปฏิบัติตามมงคลสูตรข้อที่ 1 ชีวิตเราก็สงบสุขได้มากในระดับหนึ่งแล้ว

ก็มาสรุปตรงที่ว่าแทบทุกคน (แต่ไม่ทุกคน เพราะยังมีหลายคนที่มีกระดูกสันหลังแข็งแรง ยืนหยัดเพื่อทำในสิ่งถูก) กลัวผู้บริหารที่นี่ กลัวการไม่ได้ตำแหน่ง ไม่ได้ขั้นพิเศษ ไม่ได้รับความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในเรื่องต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือสถาบันการศึกษา ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผู้ที่คนเขาเรียกว่า ครู อาจารย์ ที่เป็นผู้นำทางปัญญา และมีคุณธรรม จรรยาบรรณ การจะพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัยในด้านวิชาการ คงทำได้ยากมาก เพราะตอนนี้การสร้างภาพเป็นที่น่าเชื่อถือได้ของคนนอก ข้างในแย่แค่ไหนก็ผ่าน (ที่ไม่ผ่านไม่กี่แห่งนั้นโชคร้ายจริงๆ) เพราะการประเมินในปัจจุบันหลายแห่งทำกันที่โต๊ะ :) หลายคนเลยคิดง่ายๆว่าพูดโต้แย้งไปไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เลยไม่พูด เงียบ (แต่เอามานินทาลับหลังได้) หรือไม่ก็ประจบเอาใจ ได้ผลประโยชน์กลับมาอีก ส่วนมากก็เลยเลือกประการหลัง มัน (มัก) ง่ายดี.. เมี้ยวๆ


ทำไมไม่มีใครเห็นนะว่า การบริหารสถาบันแบบไร้คุณภาพการศึกษา สร้างแต่ภาพลวงตานั้น เป็นการบ่อนทำลายอนาคตของชาติที่อันตรายมากจริงๆ

เริ่มต้นตั้งใจเขียนเรื่องแมวๆ แท้ๆ โยงเข้าไปเรื่องคนๆ จนได้ !!! หุ หุ


"ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆที่เรารู้สึกด้วยใจจริง ว่าชั่ว ว่าเสื่อม 
เราต้องฝืน ต้องต้านความคิด และความประพฤติทุกอย่าง ที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ"

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ที่มาภาพ: whitemedia.org

Saturday, 28 May 2011

จรรยาบรรณ...ใครมี??





วันนี้ไปช่วยสอนบรรยายหัวข้อ การทำวิจัยวิทยาศาสตร์ให้นักศึกษาสิ่งแวดล้อม ตอนหนึ่งบอกเขาว่า การที่คุณจะเริ่มหาหัวข้อวิจัย หรือคิดหัวข้อวิจัย ก็ต้องเริ่มจากมองเห็นปัญหา คิดอยากจะหาคำตอบ หรือแก้ปัญหานั้นๆ  ไม่ไช่เพราะเห็นเงิน เห็นงบ เลยรีบกันคิดหาเรื่องทำวิจัยเหมือนที่เป็นอยู่ในบางมหาวิทยาลัยที่เห็นงบวิจัยเหมือนขนม  เขียนขอเป็นโครงการใหญ่ ข้างในกลวง ได้มาก็เอามาแบ่งเค้ก ตามหาล่าคนทำ บังคับให้เขียนโครงร่างส่ง บางครั้งก็กลับกัน เร่งให้เขียนเพราะสืบได้ว่ามีเงินตั้งรออยู่  แล้วมีชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสำรองตั้งไว้ เป็นชุด ไว้เป็นที่ปรึกษามีส่วนเกี่ยวข้อง  บางคนเก่งมากเขียนได้ทุกอย่าง ทุกเรื่อง หาข้อมูลคืนเดียวเสร็จ คนเก่งแบบนี้มีเยอะ  บอกเด็กว่าการทำวิจัยแบบนี้ไม่เรียกว่า นักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์ เขาเรียกว่าเป็น กระสือ หรือ เปรต มากกว่า (ปากว่าแรงไปนิด แต่ถ้าพอเข้าใจ จะนึกออกว่า มันน่ารังเกียจจริงๆ ไม่ควรทำและต้องสอนไม่ให้เด็กรุ่นต่อไปทำในสิ่งไม่ถูกต้องด้วย)

 ที่น่ารังเกียจกว่าคือระดับบริหารบางคนที่ใช้วิธีการหากินกับโครงการจากมหาวิทยาลัยอื่นที่ให้ทุนระดับปริญญาโท มาปีละประมาณ 10 ทุน ทางมหาวิทยาลัยที่ต้องการเงินและผลงาน ผู้บริหารก็บังคับบ้าง แกมบังคับบ้าง ให้อาจารย์รับนศ. แล้วใส่ชื่อผู้บริหารเป็นที่ปรึกษาร่วม เพราะทุกตำแหน่งมีเงิน อาจารย์ดร.ใหม่ รวมทั้งนศ.ที่ไม่เคยทราบประเพณีทำนาแบบนี้ก็เลยมาถามเพราะเขาคิดว่าเขามีสิทธิที่จะเลือกที่ปรึกษาร่วมเองได้ แต่ผู้บริหารคนนั้นบอกว่าต้องใส่ชื่อเขา เพราะเขาจะช่วยขอทุน และเขาเป็นผู้เซนต์อนุมัติด่านแรกของที่นี่ อึ้งกิมกี่ ?? แถมรายนี้มีชื่อเป็นที่ปรึกษาปริญญาโททุกปี แต่ไม่มีเวลาให้ ขอมีเอี่ยวเฉพาะชื่อ นศ.ทนไม่ไหว ไปปรึกษาอาจารย์ท่านอื่นแต่อยู่คนละสาขา ก็เลยช่วยโดยการติดต่ออจ.ที่เคยเป็นลูกศิษย์ที่ม.แม่ฟ้าหลวง ให้ช่วยดูงานวิจัยให้ จนจบ พอตีพิมพ์ ต้องเอาชื่อของผู้บริหารคนที่ไม่ช่วยอะไรนี้ใส่ด้วย และน่าปลื้มมากที่ผู้บริหารคนนี้เอางานตีพิมพ์ของนศ.ที่ตนเองเอี่ยวเฉพาะชื่อไปโชว์ ประกาศว่าเป็นผลงานผม แต่จุดไต้ตำตอเพราะเขาไมรู้ว่าเรื่องนี้ในภาควิชาเขารู้กันหมดเพราะนศ.ป.โทจบแล้วเขาก็เล่าไปทั่ว และตอนนี้เขาก็เริ่มทำกับเหยื่อที่เป็นลูกศิษย์รุ่นต่อไป เผื่อสะสมผลงานขอระดับศาสตราจารย์ต่อ (อยู่เมืองไทยคงได้หรอก เพราะกรรมการประเมินส่วนมากจะดูแต่อักษร หุ หุ) เลยไม่แปลกใจ แต่อนาถใจมากกว่ากับวงการวิจัยไทยที่เห็นเงินเป็นตัวตั้ง จนลืมสำนึก ไม่ละอาย ทำตัวไม่มีศักดิ์ศรี  ไม่มีจรรยาบรรณ ในตำแหน่งวิชาการที่ตนมีอยู่เลย และเป็นแบบนี้มากเสียด้วยในที่แห่งนี้ ประเทศไทยเลยไม่สามารถพัฒนาอะไรๆดังที่หวังได้มากนัก ไม่คุ้มกับงบที่ลงทุนให้กับงานวิจัยมากมาย เพราะตอนนี้นักวิจัยมืออาชีพหายาก มีแต่นักทำงานวิจัยเป็นอาชีพ ปีละ5 งานก็อิ่ม เลี้ยงตัวสบายๆ

 สงสารประเทศไทยที่ให้งบประมาณ เงินแผ่นดิน ภาษีของคนไทยสำหรับงานวิจัยหลายร้อยล้านต่อปี แต่ไม่กลับมาเป็นอะไรที่เป็นชิ้นอัน ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือด้านอื่นๆที่จะต่อยอดพัฒนาอาชีพได้คุ้มค่าเลย แล้วเรื่องนี้ใครจะสนใจ เพราะใครๆก็ธุระไม่ไช่ทั้งนั้น และรับรองได้ว่าเรื่องเหล่านี้ยังคงมีต่อไปในวงการศึกษา และมีมากขึ้นๆเสียด้วย 

นั่นคือหัวชื่อเรื่องที่ตั้งไว้ ว่าตอนนี้มีใครที่มีจรรยาบรรณ ...บ้าง ช่วยรักษาไว้ให้ดี  เป็นของหายากแล้ว แม้ว่าจะกินไม่ได้ แต่ไม่ทำให้ยากจนและไม่ตกยากหรอก  อย่างน้อยในวงศ์ตระกูล พ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาหากมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม คงดีใจ ภูมิใจหากรู้ว่าไม่มีลูกหลานเป็นนักวิชาการ เป็นครู เป็นอาจารย์ โกงได้กระทั่งเงินแผ่นดิน กินได้กระทั่งเงินวิจัยของลูกศิษย์ตน กรรมแท้ๆ

Sunday, 15 May 2011

ครูไทย..น่าเศร้าใจจริงๆ




นี่แหละที่เขาว่าอนิจจังไม่เที่ยง ยุบหนอพองหนอ  เมื่อวานดีใจ วันนี้เศร้าใจ มันขึ้นๆลงๆ แบบนี้ล่ะที่ไม่ดีต่อสุขภาพทางใจ ส่งผลทางกายด้วยถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ เราจึงควรระวังใจ ทุกขณะจิต รับรู้มาแล้วรู้สึกไม่ชอบก็วาง ชอบก็รับรู้แล้ววาง ไม่ควรเป็นนักไต่เขา ไต่เขาขึ้นลงๆๆ ทั้งวัน ผู้เขียนเพียงตั้งชื่อให้สามารถนำเข้าสู่บทเขียนได้ อย่าจริงจังกับความรู้สึกมากนัก เอาสาระดีกว่า

 เมื่อเช้านี้ meepole โทรศัพท์คุยถามข่าวกับลูกศิษย์ที่บ้านน้ำท่วมจนหมดคราวที่แล้ว  แล้วถามข่าวเรื่องที่ทำงานเขาว่าเป็นอย่างไร ลูกศิษย์คนนี้เคยสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในอัตราจ้างได้สี่ปี หลังจากนั้นมาสอบบรรจุได้เป็นครูโรงเรียนที่มีชั้นมัธยมขยายโอกาส เป็นโรงเรียนชนบท ที่มีเด็กนักเรียนประถมถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยปีนี้มีนักเรียนประมาณ 450 คน ลดลงกว่าเดิมประมาณ 100 คนเพราะตอนนี้ถนนเข้าถึง มีรถโดยสารรับส่งเด็กเลยไปเรียนโรงเรียนที่อาจดีกว่า แต่ไกลออกไป และตอนนี้มีครู 29 คน ผอ.ไกล้เกษียณ ที่ไม่ค่อยอยู่ หากอยู่ก็ไม่สนใจอะไร เพราะเคยเป็นครูน้อยที่แถวๆนั้น เลยรู้จักเป็นเพื่อนบ้าง เป็นรุ่นน้องบ้าง ดังนั้นเวลาที่ครูไม่เข้าสอนเพราะนั่งคุยกัน หรือถึงเวลาสอนยังนั่งคุยกัน ผอ.เห็นก็ไม่กล้าเตือน แถมบางทีเดินเลี่ยงไปอีกทาง และบางคนก็ประจบต่อหน้าหาของให้กิน ชงกาแฟ เอาอกเอาใจ ลับหลังก็นั่งสุมนินทาผอ. นอกจากนี้ที่น่าแปลกสำหรับลูกศิษย์ คือเขาบอกว่าครูพวกนี้เตรียมสอนเองไม่เป็น จะต้องรอหนังสือจากหน่วยงานส่งมา ถ้าไม่มีหนังสือก็สอนไม่ได้ meepole ก็ถามว่าแล้วเอกสารที่ใช้สอนปีที่แล้วหายไปใหน เธอตอบว่าแต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลง เลยนั่งรอหนังสืออย่างเดียวจริงๆ (นี่เป็นกลุ่มครูเก่าที่เป็นส่วนใหญ่ในโรงเรียน อายุก็ 40 up) และขี้เกียจสอนมาก เธอไปขอให้ผอ.เปิดสายวิทย์ ปีที่แล้วมีคนเรียน 6 คน แต่ปีนี้ผอ.ไม่ยอมเปิดอีกเพราะพวกครูอื่นๆบ่นว่าการเปิดใหม่ 1 ห้องทำให้ชั่วโมงสอนวิชาเฉพาะเพิ่ม สอนเพิ่มอีกคนละเล็กน้อยก็ไม่ยอม ทั้งๆที่ชั่วโมงสอนก็น้อย ของลูกศิษย์สอน 12 คาบ บางคนก็น้อยกว่านี้ เธอบอกว่ายิ่งอยู่ความรู้ก็หดหาย กำลังใจก็หดหู่ที่เห็นครูแบบนี้ และสงสารเด็กที่หลายคนอ่านไม่ออก เขียนก็ไม่ค่อยถูก ครูไม่ใส่ใจเด็ก แต่พวกนี้ก็สอบผ่านได้เพราะครูแต่ละคนไม่อยากเหนื่อย ให้ผ่านไปเรื่อยๆ เด็กขี้เกียจก็เลยได้ดี จบทุกคน ก็เป็นปัญหาในการเรียนระดับต่อไป อันนี้ไม่แปลกแล้วตอนนี้ที่ meepole สอนนศ.ระดับปริญญาตรี ที่เขียนภาษาไทยผิดได้ถึง 50% เคยเรียกให้เขามาอ่านให้ฟังด้วย เพราะเขาสะกดคำไทยไม่เป็น มีจริงๆ

เรื่องที่เขียนนี้คงสะท้อนได้น้อยนิด ยังมีอีกมาก และคงมีโรงเรียนอื่นๆที่คล้ายๆกัน โดยเฉพาะพวกรร.ขยายโอกาสที่ไม่รู้ว่าเป็นโอกาสของใครกันแน่ ที่แน่ๆมีตำแหน่งผอ.เพิ่มขึ้น คุณภาพการศึกษาลดลงทุกปี น่าเศร้ายิ่งนัก เมื่อครูไม่ทำหน้าที่ ไม่มีสำนึก และที่สำคัญไม่มีความรักต่อเพื่อนร่วมชาติ รักชาติที่จะเห็นคนไทยด้วยกันพัฒนาตัวเอง มีความรู้

เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เป็นเรื่องของอิฐชั้นแรก ที่ไม่มีใครใส่ใจจริงจัง แลก็เชื่อว่าคงไม่ผ่านหู ผ่านตา ของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาที่จะเอาใจใส่กับเรื่องแบบนี้อย่างจริงจัง เพราะเรื่องพวกนี้ไม่สามารถทำให้เขาไต่เต้าสู่ระดับสูงของหน่วยงานในกระทรวงศึกษา เพราะมีเรื่องอื่นๆที่สำคัญกว่านี้เช่น การจัดตั้งทำโครงการใหญ่ๆ ระดับชาติ วางนโยบายสารพัดให้การศึกษาแข่งขันกับตปท.ได้  จัดอบรมเปลี่ยนแปลงปฎิรูปการศึกษา Big project ทั้งสิ้น จะไปสนใจอะไรกับเด็กจำนวนหนึ่งในชนบทที่จะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในเมื่อ เรามีตำแหน่งผอ.กระจายไปทั่ว มีรายงานกลับไปยังเขตด้วยตัวเลขที่น่าพอใจ ของบเพิ่มได้ทุกปี เพียงแค่นี้แล้วคุณว่าไม่ดีอีกหรือไง ?? 

ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่ว่ายุคสมัยใหน เราจะหาคนที่มีจิตใจเป็นครู สมองมีความคิดสร้างสรรค์ มองเด็กทุกคนคือ "คน"  คนรุ่นต่อไปที่ล้ำค่าของชาติ ที่จะต้องเอาใจใส่อย่างจริงจัง จริงใจ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดีใจ ชื่นใจ และทำให้อยากกอดเมืองไทยขึ้นมาบ้าง...นี่คงได้แต่ฝันไปเถอะ !!

Saturday, 14 May 2011

ดีใจจริงๆ



เหนื่อยกับการจัดเตียมบ้านเพื่อสวดมงคลหลายวัน วันนี้ได้นิมนต์พระมาสวดบ้านทั้งสองหลัง ผ่านไปด้วยความสุขใจที่ได้อุทิศส่วนกุศลให้บุพการี วันนี้เย็นเลยออกไปทานอาหารเย็น (ปกติจะไม่ค่อยทานอาหารเย็น ทานแต่นม หรือโยเกิรต์) แวะซื้อสังขยาเจ้าโปรด เจอลูกศิษย์สองคนเขาเดินออกมาทักทาย (เรียกเขาว่า อึ้ง และ อุ่น) เป็นเวลายี่สิบกว่าปีไม่ได้เจอกัน ดีใจมากเพราะเป็นลูกศิษย์ที่สนิทมาก  ยืนคุยกันครู่ใหญ่ สองคนนี้เขาแต่งงานกัน ไม่มีลูกเพราะตั้งใจไม่มี ตอนนี้อยู่สมุทรปราการ ไม่มีรถยนต์ ไปทำงานด้วยรถเมล์ ส่วนลูกศิษย์ผู้ชายลาออกจากงานประจำมาเล่นหุ้นที่บ้าน ก็เตือนว่าอย่าประมาท ขับรถไม่เป็นทั้งคู่ ถามว่าถ้ามีเรื่องฉุกเฉินทำยังไง เขาตอบสบายๆว่า call ครับอาจารย์ ใช้บริการ taxi มีตลอด 24 ชั่วโมง  จำสมัยที่พวกเขายังเป็นเด็กนักเรียนตอนมัธยมปลายได้ อึ้งก็ยังพูดเก่งเหมือนเดิม โผงผางลดลงไปบ้างเพราะอายุ 40 กันแล้ว บอกเขาว่าติดต่อผ่าน mailได้ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้เจอพวกเขาอีก วันนี้เลยดีใจจริงๆ และเห็นพวกเขาอยู่แบบสบายๆ ไม่วุ่นวาย รู้สึกเป็นสุขแทนพวกเขา และอยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จในความเป็นคนตลอดไป (ไม่ไช่ มนุษย์ทำงานๆๆๆๆ+ มนุษย์หาเงินๆๆๆๆๆ =Robot)

สมัยสอนตอนที่พวกเขาเรียนมัธยม เราก็ยังอายุน้อยอยู่ สนิทแบบรุ่นพี่ ไปใหนมาใหนทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์กัน กับอึ้งจะสนิทมากเพราะเราเป็นที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นช่วงแรกๆที่เริ่มส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ไปประกวดที่ใหนไปกัน ชีวิตตอนเป็นครูมัธยมดีมาก มีความสุข ตั้งแต่ย้ายเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยแห่งที่อยู่นี้ มีความสุขกับการสอนนศ.ประมาณสองรุ่นในสองปีแรก หลังจากนั้นทุกอย่างค่อยๆแย่ลงๆ จนกระทั่งเรากลับจากการเรียนต่อ ได้เห็นวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไป และพฤติกรรมของนศ.ที่ไม่เอาใจใส่ในการเรียนมากขึ้นแล้ว น่าเศร้า และเราไม่มีความรู้สึกที่ดีกับการบริหารสถานศึกษาแบบขาดคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนกระทั่งคำว่า จรรยาบรรณครู ยังสงสัยว่าอจ.รุ่นใหม่ๆ ยังรู้จักความหมายของคำนี้หรือไม่