Showing posts with label คุณภาพชีวิต. Show all posts
Showing posts with label คุณภาพชีวิต. Show all posts

Monday, 15 August 2011

เหรียญสองด้าน


เบื่อ  แปลกใจ  เศร้าใจ



ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเวลาว่างเปิดช่องดาวเทียมเพื่อเวียนดูรายการภาพยนตร์ช่องต่างๆ แต่ทุกครั้งที่กดหาช่องจะเกิดความเบื่อ แปลกใจ และเศร้าตามมา แล้วก็รีบบอกตัวเองว่า ช่างเขาเถอะ เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากเขียน บอกต่อกับคนที่บอกได้ และให้ความรู้และความคิดแก่นักศึกษาที่สอน มันเป็นดาบสองคมของผู้บริโภคจริงๆ

เบื่อ...ที่มีโฆษณาสินค้าตัวเดียวกันเกือบทุกช่อง แทบจะเรียกว่าผูกขาด หรือทุ่มสุดตัว ส่วนมากเป็นกลุ่มอาหารเสริม สินค้าดูแลสุขภาพพวกเอนไซม์ที่มาฮอตสุด  สินค้าเสริมความงามในรูปแบบต่างๆ ผิวหน้าที่ต้องการความกระจ่างใส ไร้สิวฝ้า หน้าย่น ทั้งทา ทาน   ที่มอมเมามากขึ้นก็คงเป็นข้อความที่ใช้โฆษณาสินค้าที่ทานแล้วกระชากวัยคุณผู้ชายกลับมาได้ meepole จำได้ว่าเคยมีการร้องเรียนยาตัวนั้นมาแล้วและได้มีการประกาศโดยหน่วยงานรัฐไม่ให้มีการโฆษณา ยาดังกล่าว  แต่กลับยังคงมีในช่องดาวเทียมได้ตลอด หรือช่องพวกนี้ไม่ถูกควบคุม หรือเป็นทางออก หรือ ???

นอกจากนี้ในช่องดาวเทียมยังมีรายการอีกหลายเรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณที่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลมากมาย รายการทำนายทายทักเป็นจริงจังไปหมดลองฟังคำถามคำตอบถ้าตั้งสติดีๆ จะหัวเราะได้เลยก็เพราะคนถาม ตอบเองแล้วให้เขาทายทำไม meepole ก็ตอบได้ หุ หุ  รายการแบบนี้มีมากจริงๆ

แปลกใจ...ความแปลกใจ เกิดจากการที่ได้เห็นผู้นำเสนอหรือพิธีกร หรือ presenter สินค้าหลายรายการเป็นคนที่ดูว่าน่าจะมีความรู้ หลายคนเป็นที่รู้จักกันดีของสังคมเพราะออกรายการปกติหลายช่องและประกอบอาชีพหลักที่ไม่ควรเข้ามารู้ดีมากมายเกี่ยวกับสารเอนไซม์ได้เลย  ทำให้เวลาพวกคนเหล่านั้นพูดเหมือน "นกแก้ว" พูดแนะได้หัวปักหัวปำ หัวส่ายไปมา คล่องมาก ยังไงยังงั้นเห็นแล้วเสียดาย “คน” จริงๆไม่น่าเลย !!

แปลกใจ...ที่ผู้รับจ้างนำเสนอ รับจ้างโฆษณาสินค้าเหล่านั้นเชื่อใจ สินค้านั้นจริงหรือ?? เคยทดลองใช้สินค้านั้นก่อน เห็นผลจริงแล้วเกิดศรัทธาอย่างนั้นหรือ ??  ถ้าไม่ไช่ก็แสดงว่า เงินมีอิทธิพลเหนือจิตสาธารณะจริงๆ บาปกรรมจริงๆหากผู้หลงเชื่อสินค้าบางรายการนั้นเสียเงินมากมายซื้อไป เมื่อทานไปแล้วเกิดโทษร้ายแรงในอนาคต

เศร้าใจ ... เศร้าใจที่ไม่น่าเชื่อเลยสำหรับคนที่เป็นคนของประชาชนเหล่านั้นจะสามารถใช้ความเชื่อถือของผู้บริโภค ของชาวบ้าน ที่มีศรัทธาในอาชีพของตนเพราะเป็นคนสาธารณะ  มาทำสิ่งนี้ น่าเศร้าใจ!!!!
เศร้าใจ..ที่เห็นบางสินค้า ใช้นักบวช ชาวบ้าน คนแก่ๆ มาร่วมตอบคำถามของพิธีกรเพื่อเป็นตัวอย่างของการใช้แล้วได้ผล รู้สึกลึกกระทั่งคิดว่า นี่หรือคือผลของการให้การศึกษา การให้ความรู้ที่ไม่ทั่วถึง
เศร้าใจ..ที่เห็น presenter สาวๆของบางสินค้าที่ต้องแต่งกายในชุดที่เหมาะกับสินค้าบางประเภทเพื่อเน้นให้เห็น ก็ไม่แน่ใจว่าพวกเธอเหล่านั้นจะรู้คิดอะไรบ้างหรือไม่ แต่ meepole คิดเศร้าแทนพ่อแม่เขาว่านั่นเป็นอาชีพที่ไม่มีทางเลือกจริงๆหรืออย่างไร (แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะบอกว่าอาชีพสุจริตก็เถอะ)
เศร้าใจ..เมื่อมาคิดว่าหากไม่มี demand ก็ ไม่มี supply แต่นี่ที่โฆษณากันมากมายก็แสดงว่าน่าจะได้ผลคงมีผู้บริโภคหลงเชื่อซื้อหาไปบริโภคกัน แสดงว่าคนไทยเรายังขาดความรู้ ความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพกันมาก (ไม่กล้าคิดว่าขาดการศึกษา) เลยมีช่องว่างให้ผู้ที่อาศัยความไม่รู้ เป็นช่องทางทำมาหากิน
เศร้าใจ..ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ช่างดูดายปล่อยให้มีสิ่งนี้เกลื่อนกลาด จะตามจี้เอาเรื่องเมื่อมีปัจจัยบางประการ หรือสถานการณ์บังคับเป็นตัวกระตุ้น อยากให้มีผู้ที่ทำหน้าที่  ทำด้วยความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบ เป็นห่วงประชาชนคนไทยด้วยกันนั้น จะได้ไม่ต้องเห็นการโฆษณาสินค้าที่ใช้แล้วเสี่ยง สินค้าไม่ผ่านการรับรอง แม้กระทั่งสินค้าที่ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาแล้ว มาโผล่ที่ช่องดาวเทียมกันเกลื่อนกลาดเช่นทุกวันนี้

หมายเหตุ เรื่องนี้เอาไปลงในบ้านปลอดพิษ ชีวิตมีธรรมด้วย( http://meepole.blogspot.com/) เพราะเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ติดตามเช่นกัน

Friday, 5 August 2011

ดี-ชั่ว ก็เป็นครู

ดี-ชั่ว ก็เป็นครู


ที่มาภาพ: thaigoodview.com

คนที่มีความสามารถ และความดี ที่ยิ่งใหญ่นั้น แม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ...
ก็ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้คนที่ยังอยู่เปลี่ยนแปลงได้

และก็เช่นกัน คนทำชั่วมากหลาย ที่ตายไปก็เป็นบทเรียนของการดูเยี่ยงแล้วอย่าเอาอย่าง เหมือนที่เคยมีคนเขียนไว้ว่า.......
 ไม่ว่าคนดีหรือเลวเดินมาเขาทั้งสองก็เป็นครูเราได้ทั้งสิ้น





ขงจื้อ(นักปราชญ์ของจีน)ได้กล่าวไว้ว่า "ถ้ามีคนเดินผ่านหน้าข้าพเจ้าสองคน สองคนนี้สามารถเป็นครูของข้าพเจ้าได้ทั้งคู่"


ลูกศิษย์ถามว่า : เป็นครูยังไงครับอาจารย์

ขงจื้อกล่าวว่า : สำหรับคนดี ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า ข้าพเจ้าจะต้องเอาอย่างเขา สำหรับคนชั่ว ข้าพเจ้าจะเตือนตัวเองว่า จงอย่าได้เจริญรอยตามเขา


ในสังคมปัจจุบันที่มีความเจริญทางวัตถุอย่างไม่รู้จบ และคนส่วนมากก็วิ่งตามสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว จนไม่มีเวลาหยุดเพื่อมองตัวตน พัฒนาจิตตน ดี-ชั่วผ่านเข้ามาตลอดเวลา ยังไงก็ให้มีสติ ปัญญา ในการแยกแยะ ดี-ชั่ว และหวังว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของขงจื้อ ว่าเป็นคำสอนของครูที่ดีเช่นกัน

Monday, 30 May 2011

กังวล วนเวียน ไปทำไม?

กังวล วนเวียน ไปทำไม?




วันนี้ขณะ meepole ขับรถคนเดียวกับเจ้าชาบูซึ่งหลับสบายบนเบาะด้านข้าง เจอปาด เอ้ย! รถปาดหน้า เป็นระยะๆ ทั้งๆที่เราก็ประมาณ 100 km/hr เหมือนกันไช่ว่าคลาน แต่มีคนรีบเร่งกว่า meepole เลยหลบเข้าเลนใน ลดความเร็วลง แล้วก็สบายขับเรื่อยๆไม่เจอปาด  ก็เห็นแต่ปาด ป้าด ไป ป้าดมา! กับรถคันอื่นๆเป็นระยะๆ ที่ช่องด้านขวาแทน เรื่องแซงเป็นเรื่องปกติของการขับรถ ใครรีบก็แซง แต่ปาดนี่เป็นมรรยาทที่แย่ของการขับ เพราะระยะกระชั้นพรวดพราด หักกลับเข้ามา คันหลังชลอทันก็โชคดีทั้งสองฝ่าย ไม่ทันก็โครม และคันหลังส่วนมากจะโดนข้อหาผิดตามระเบียบ ยิ่งวันชีวิตในชนบทก็เปลี่ยนไป เข้าใกล้เมืองกรุง ที่ๆมีความเจริญทางวัตถุมากขึ้นทุกที ความมีน้ำใจลดลง ชีวิตรีบเร่ง ทำเวลา การคิดแบบ ช่างเถอะ!! ก็น้อยลง นี่เป็นแวบหนึ่งที่คิดขึ้นมาขณะเห็นมนุษย์ปาด

อีกครู่หนึ่งขณะ รอไฟเขียว (ดีกว่ารู้สึกว่าติดไฟแดง ลองเอาไปคิดดู ใช้ดูนะคะ บอกเพื่อนในเมืองกรุงหลายคน เขาบอก กลับมาหลังจากลองคิดใหม่ว่า เออ! ไม่น่าเชื่อ รู้สึกดีขึ้นจริงๆ) เกิดคิดนึกเรื่องนึงขึ้นได้ ก็กังวลเล็กๆ แวบเดียวก็บอกตัวเองว่า ตลกน่า ! กังวลทั้งๆที่ ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร และถ้าสิ่งนั้นไม่ว่าเป็นอะไร มันก็เกิดขึ้นแล้ว และหากมันเกิดแล้ว มันก็ตั้งอยู่ มีอยู่ ไม่ต้องกังวล กังวลไปก่อนทั้งๆที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร หรือสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่ทราบได้ ดังนั้นติดไปก็ไร้สาระ พบเจอแล้วค่อยว่ากันในเวลานั้นๆ เลยหยุดคิดกังวลได้ในทันที เพียงบอกตัวเองว่า ไร้สาระที่กังวลล่วงหน้า

เมื่อวานได้ดูเรื่องเจ้าหญิงอัตสึ ตอนหนึ่งที่โชกุนพูด ชอบเลยจดไว้ เป็นเรื่องที่อัตสึบ่นกังวลล่วงหน้าว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอีก..โชกุนก็พูดทันทีว่า

เรื่องยังไม่เกิด จะวิตกไปก่อนทำไม เราควรมาคิดกันว่า
ตอนนี้เราจะทำอะไรกันดีกว่า

ดังนั้นใครชอบคิดล่วงหน้าในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หรือแม้ว่าเป็นเรื่องก็เถอะ หากคิดไปแล้ว แก้ไขอะไรในเวลานั้นไม่ได้ นอกจากเครียดขึ้น กังวลมากขึ้น ก็ลองหยุดคิดสักนิด ถอยออกมาจากตรงนั้นสักขณะจิต จะรู้สึกดีขึ้น และอาจทำให้อะไรๆ ไม่แย่อย่างที่กังวลนะคะ

Wednesday, 25 May 2011

ประมาทไปหรือเปล่า ??

ประมาทไปหรือเปล่า ??




เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สวทช. ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย จำกัด ได้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในปี พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา โดยพบว่า


คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 20 ล้านคน กว่า 32.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนักเรียน นักศึกษา

สำหรับเว็บไซต์ที่มีผู้นิยมเข้าชมมากที่สุดเมื่อแบ่งตามหมวดนั้น อันดับ 1 38.41% เป็นเว็บไซต์ในหมวดบันเทิง ตามมาด้วย 12.64% เกมส์ออนไลน์  ส่วนเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมต่ำที่สุด กลับเป็นเว็บไซต์ด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมเพียง 0.26% เท่านั้น
ไม่ทราบว่าผู้ที่เข้ามาอ่านในนี้ อ่านข้อมูลดังกล่าวจบแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่ meepole อ่านแล้วรู้สึก "เซ็ง" แม้ว่าไม่ได้แปลกใจมากนักกับข้อมูลดังกล่าว แต่ก็อดเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติไม่ได้  ที่คนรุ่นหลัง มีค่านิยม ติดอยู่ในโลกบันเทิง ดารา นักร้อง ตามสมัครเป็นแฟนคลับตามติด เป็นห่วงใยเฝ้าไปทุกที่ เอาใจใส่ยิ่งกว่าพ่อแม่อีก บอกอะไรทำตามหมด วันเกิดดารา นักร้องที่รักคนไหน ซื้อดอกไม้ ตุ๊กตาไปให้  วันเกิดพ่อแม่ตัวเองไม่แน่ใจว่าจะจำได้ไหม หรือเลือกซื้อของไปมอบให้พ่อแม่ ผู้มีพระคุณกันบ้างไหม  สื่อที่ออกก็จัดรายการสารพัดบันเทิง ประกวดทุกรูปแบบ เยาวชนก็ไปหมกมุ่นติดตามกันจนไม่ต้องทำอะไร เหตุผลการจัดดูดี ถ้าไม่ต้องคิดอะไร คือส่งเสริมการแสดงออก  ความมั่นใจในตัวเอง ความกล้าหาญ หากเอาเรื่องเหล่านี้มาใช้กับการใส่ใจศึกษาเล่าเรียน หาความรู้ในวัยที่สดใส เช่นนั้นก็คงดี น่าเสียดายนัก ที่ไม่มีใครเอาใจใส่กับปัญหาเยาวชนของชาติอย่างจริงจัง เพราะต้องคอยระวังตำแหน่ง ปากท้องของตัวเองให้ดีก่อน เรื่องนี้ก็คงกรรมของใครก็ของคนนั้น

หากข้อมูลข้างต้นถูกสำรวจมาด้วยวิธีการที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ (เพราะไม่มีข้อมูลดิบว่าสำรวจจากจำนวนประชากรเท่าใด ช่วงอายุเท่าไร อาชีพอะไร) จะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเลยทีเดียว  นอกจากค่านิยมที่จะบั่นทอนตัวเองแล้ว ยังไม่มีความเอาใจใส่ในสุขภาพ คือไม่เอาคุณภาพชีวิต อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะไม่คิดอะไร อายุยังน้อย ยังแข็งแรงอยู่ หรือไม่มีความเอาใจใส่ ประมาทในชีวิต ในครอบครัวไม่เคยพูดคุยกันหรือเป็นห่วงกันในเรื่องสุขภาพ หลายเหตุผลที่คิดได้ ของแบบนี้บังคับกันไม่ได้ หากไม่ถึงเวลา แต่เมื่อถึงเวลาก็มักเป็นเวลาที่เราบอกว่า กว่าจะรู้ตัว ก็สายเสียแล้ว 

 แล้วคุณล่ะคะ เริ่มจะหันมาค่อยๆเอาใจใส่ เรื่องราวที่เกี่ยวกับสุขภาพ คุณภาพชีวิตกันหรือยัง เพื่อจะให้เราสามารถอยู่บนโลกนี้ไม่ว่านานหรือไม่นาน แต่เปี่ยมด้วยสุข ที่ไม่ต้องอาศัยยา และอาหารเสริมวันละไม่ต่ำกว่า 10 เม็ด  หากเริ่มสนใจบ้างก็ค่อยๆหาอาหารสมองอ่านเรื่องที่เป็นปรโยชน์ อาจลองเริ่มต้นกันที่นี่ก่อนก็ได้นะคะ :)   ขอบอก..... http://meepole.blogspot.com/