Showing posts with label การทำบุญ. Show all posts
Showing posts with label การทำบุญ. Show all posts

Wednesday, 4 January 2012

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ (13 จบชุด)

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วของการปฎิบัติที่ก่อให้เกิดบุญ และเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวก่อให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ นั่นคือ

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ

หลวงพ่อลาก



การทำความเห็นให้ตรง ทิฏฐุชุกัมม์ ได้จะต้องมี สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือเห็นตรงตามทำนองคลองธรรม ให้ถูกต้อง ความเห็นถูกต้องนี้ต้องทำกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร ควรพิจารณาตรวจสอบกิจกรรมทุกอย่างว่า เราทำด้วยความรู้เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า ไม่ทำอย่างงมงายต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องประกอบอยู จัดเป็นบุญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

ส่วนการเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว บาปบุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ตายแล้วสูญ เป็นต้น เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นอกุศลกรรมบถ จัดเป็นบาป แม้ไม่ได้ทำชั่วด้วยกาย หรือวาจา แต่ถ้ามีความคิดเห็นเช่นนี้ก็จัดเป็นบาป และบาปมากถึงขั้นห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว เพราะจิตตั้งไว้ผิดหลงทางเสียแล้ว จึงไม่ยอมทำความดี มีแต่จะทำความชั่ว

ส่วนการทำความเห็นให้ตรง เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น แม้ผู้นั้นยังไม่ทำดีด้วยกาย หรือว่าไม่ทำดีด้วยกาย หรือวาจา เป็นเพียงแต่เห็นถูก เห็นตรงเท่านั้น ก็จัดเป็นบุญ และเป็นบุญที่ครอบคลุมบุญอื่นทั้งหมด เพราะเมื่อคนเราเห็นถูก เห็นตรง เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ย่อมทำบุญประเภทอื่น ๆ ด้วยความสนิทใจ เชื่อมั่น และตั้งใจทำ


 สัมมาทิฏฐิ 10 คือ มีความเห็นตรง เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงใน 10 เรื่อง โดยเห็นว่า
ผู้ใดมีความเห็นชอบ เห็นตรง ทั้ง 10 อย่างนี้ ชื่อว่าทำความเห็นให้ตรง เป็นสัมมาทิฐิ ถ้าเห็นตรงกันข้ามก็เป็นมิจฉาทิฐิ

1. การให้ทานมีผล
2. การบูชามีผล
3. การต้อนรับแขกด้วยของต้อนรับมีผล
4. ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี
5. โลกนี้มี (คือสัตว์จากโลกอื่นมาเกิดในโลกนี้มี)
6. โลกอื่นมี (คือสัตว์จากโลกนี้ไปเกิดในโลกอื่นมี)
7. มารดามีคุณ
8. บิดามีคุณ
9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ (เช่น เทวดาและเปรต) มี
10. สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติชอบ ทราบชัดถึงโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาได้เอง และสามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย มี (คือ พระอรหันต์มี)
  
จิตที่ตั้งไว้ถูกทางนั้น ย่อมนำความสุขความเจริญมาให้แก่เจ้าของได้มาก ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า
น ตํ มาตา ปิตา กยิรา       อญฺญเฌ วาปิจ ญาตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ       เสยฺยโส นํ ตโต กเร.

จิตที่ตั้งไว้ชอบ ย่อมทำบุคคลนั้นให้ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งที่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องอื่นทำให้เสียอีก

ดังนั้นการทำบุญในพระพุทธศาสนามีเพียง 10 ประการดังกล่าวมา ไม่ได้นอกเหนือไปกว่านี้เลย ใครจะเลือกทำอย่างไหนก็ทำได้ตามกำลังและความสามารถของตน แม้คนไม่มีเงินทองเลย เป็นคนยากจนก็สามารถทำบุญได้ ถ้าหากผู้นั้นประสงค์จะบำเพ็ญบุญจริง ๆ เพราะบุญไม่ใช่เพียงให้ทานอย่างเดียว ยังมีอีกถึง 9 อย่างที่ไม่ต้องใช้เงินทอง และมีอยู่หลายอย่างที่มีผลมากกว่าทาน
บุญของเรานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะแค่พระสงฆ์ที่เราถวายเท่านั้น แต่บุญไปถึงพระศาสนาทั้งหมด เมื่อพระศาสนาอยู่ได้ ธรรมก็อยู่ได้ แล้วธรรมก็เผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เมื่อประชาชนได้รู้เข้าใจประพฤติปฏิบัติธรรม สังคมก็ร่มเย็นเป็นสุข
เวลาทำบุญ เราสามารถทำทั้ง 3 อย่างพร้อมกันอย่างที่กล่าวแล้ว อย่าให้ได้แต่ทานอย่างเดียว ต้องให้ได้ศีล ได้ภาวนาด้วยพร้อมกันหมด เราจึงจะพูดได้เต็มปากว่า “ทำบุญ” มิฉะนั้นเราก็ได้แค่ส่วนหนึ่งของบุญคือทานเท่านั้น

บุญทุกประเภทเป็นตัวนำสุขมาให้ ทั้งโจรจะลักขโมยไปก็ไม่ได้ แต่สามารถนำติดตัวไปได้ด้วยแม้เมื่อตายไปแล้ว ไม่เหมือนทรัพย์สมบัติ ที่เมื่อตายแล้วก็ทิ้งไว้หมดสิ้นแม้แต่รูปร่างกาย ดังคำกลอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีที่ว่า
"มีเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า  เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้าไปเจ้าจะเอาอะไร  เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา"

บุญย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม  ตราบเฒ่าชรา
ดอกสาละ


Thursday, 29 December 2011

การแสดงธรรมก่อเกิดบุญ 12


        "อย่าเข้าใจผิดคิดว่าการแสดงธรรมเป็นเรื่องของพระสงฆ์เท่านั้น....แม้การบริจาคทุนทรัพย์ในการพิมพ์หนังสือธรรมะ การแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงธรรม ฯ... จัดเป็นบุญข้อนี้ทั้งสิ้น"  ลองติดตามค่ะ  :)

การแสดงธรรมเป็นบุญประการหนึ่ง และทำให้พระศาสนาดำรงมั่นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีการแนะนำสั่งสอนสืบต่อกันมา เราทุกคนที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะได้อาศัยครูบาอาจารย์ หรือ พ่อแม่แนะนำสั่งสอน หรือ อ่านหนังสือธรรมที่ท่านผู้รู้ธรรมได้แต่งหรือเขียน หรือรวบรวมไว้
การแสดงธรรมนี้ จัดเป็นทานอย่างหนึ่ง เรียกว่า "ธรรมทาน" เป็นทานที่มีผลมากกว่าทานทั้งปวง ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
"สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
 การให้พระธรรมชนะการให้ทั้งปวง”

ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนจะให้ทานก็ดี จะรักษาศีลก็ดี จะเจริญภาวนาก็ดี ก็ต้องอาศัยได้ฟังธรรมมาก่อน เขาจึงได้ทำบุญประเภทอื่น ๆ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว คนจะไม่ทำบุญอันใด แม้ใครจะทำบุญบ้างตามอัธยาศัยของตน แต่บุญนั้นก็มีผลน้อยเพราะทำไม่ถูกวิธี เพราะขาดผู้แนะนำสั่งสอน
การแสดงธรรมที่จัดว่าเป็นบุญนั้น ไม่ได้มีเพียงพระภิกษุสามเณรเท่านั้นที่แสดงได้ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ย่อมแสดงได้ หรือทำบุญข้อนี้ได้ทั้งสิ้น
 การแสดงธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงบนธรรมาสน์เสมอไป ที่ใดก็แสดงหรือแนะนำสั่งสอนได้ เช่น ในบ้าน ในป่า ตามถนนหนทาง ในรถ ในเรือ แม้ในเครื่องบิน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือทางสถานีโทรทัศน์ และการสอนในชั้นเรียน เป็นต้น

บุญอันเกิดจากการแสดงธรรมนั้น ไม่ใช่การพูดอย่างเดียว แม้การเขียนหนังสือธรรมะ การพิมพ์หนังสือธรรมะ หรือการให้ทุนในการพิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแพร่ก็จัดเข้าในบุญข้อนี้ทั้งสิ้น

แม้การบริจาคทุนทรัพย์ในการพิมพ์หนังสือธรรมะ หรือซื้อหนังสือธรรมะ หรือพระไตรปิฎกถวายพระ ถวายไว้ประจำวัด หรือแจกคนทั่วไป ก็จัดเป็นธรรมทาน คือ บุญอันเกิดจากการให้ธรรมะเป็นทานได้เช่นกัน


แม้การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ลูกหลาน หรือญาติมิตรให้เข้าถึงธรรม ให้ประพฤติธรรม ให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ก็จัดเป็นบุญในข้อแสดงธรรม การที่พ่อแม่แนะนำสั่งสอนลูกให้ประพฤติดี หรือพี่แนะนำน้อง เพื่อนแนะเพื่อนให้ละชั่วประพฤติดี ก็จัดเป็นบุญข้อนี้ทั้งสิ้น

ในเวลาแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟังต้องตั้งใจให้ถูกต้อง ท่านว่าถ้ามีเจตนาหาลาภ หาเสียง ถือว่าเจตนาไม่ดี มุ่งที่ผลส่วนตัว จะไม่มีผลมาก แต่ถ้าตั้งเจตนาว่าเราจะแสดงธรรมไปเพื่อให้ผู้ฟังได้รู้เข้าใจถูกต้อง ให้มีสัมมาทิฐิ ให้ได้รับประโยชน์ ให้ได้พัฒนาชีวิตขึ้นไป ผู้ที่แสดงธรรมก็ได้บุญด้วย

Wednesday, 14 December 2011

การอุทิศแผ่ส่วนบุญอย่างไรให้เกิดบุญ (10/1)

การอุทิศแผ่ส่วนบุญก่อให้เกิดบุญ



 พุทธศาสนิกชน เมื่อทำบุญอันใดแล้วก็มักจะอุทิศส่วนบุญนั้นแก่ท่านผู้มีพระคุณ หรือแก่คนอื่น สัตว์อื่น เจ้ากรรมนายเวร  เพราะหวังจะให้เขาเหล่านั้นให้ได้รับผลบุญเพิ่มขึ้น เป็นการแสดงออกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ขี้เหนียว มีใจกว้างหวังประโยชน์สุขต่อคนอื่น สัตว์อื่น เมื่อตนได้รับบุญแล้วก็หวังจะให้คนอื่น สัตว์อื่นได้รับบุญนั้นด้วย เหมือนคนมีความรู้แล้วก็ถ่ายทอดให้แก่คนอื่น ด้วยหวังให้เขาได้มีความรู้ความสามารถด้วย
บางคนทำบุญ เช่น ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาแล้วก็ไม่ยอมอุทิศบุญที่ได้รับนั้นให้แก่ผู้ใด ก็จะได้บุญแต่ผู้เดียว และได้บุญเฉพาะในเรื่องของทาน ศีล หรือ ภาวนาที่ตนได้ทำเท่านั้น แต่ไม่ได้บุญข้อปัตติทานมัย แต่ถ้าหากว่าผู้นั้นอุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้อื่นด้วย เขาก็จะได้บุญเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ

  การอุทิศบุญหรือแบ่งบุญให้ผู้อื่น สามารถให้ได้ทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว โดยที่ผลบุญของเราไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้เราได้บุญมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้มีกล่าวในพระไตรปิฎก (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม 1 ภาค 1 หน้าที่ 307) เวลาเราทำบุญมาเปรียบเสมือนเราได้จุดเทียนไข เมื่อมีคนมาขอต่อไฟ เราก็ยินดีให้เขาต่อไฟ ไฟเราก็ยังอยู่ แม้จะมีคนมาขอจุดไฟ 100 คน ไฟเราก็ไม่ได้หายไปแม้แต่น้อย
จุดประสงค์ของการอุทิศส่วนบุญ ก็เพื่อให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้ กุศลจิตที่อนุโมทนาย่อมเป็นกุศลของผู้อนุโมทนาเอง ซึ่งกุศลที่เกิดขึ้นด้วยการอนุโมทนานี้จะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี คือ กุศลวิบากจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่เราหยิบยื่นกุศลของเราให้คนอื่น  แต่การที่เราทำบุญ แล้วเป็นเหตุให้คนอื่นที่รู้อนุโมทนายินดีด้วย ขณะใดที่เขาอนุโมทนายินดีด้วย ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา  ซึ่งจะต้องเป็นกุศลจิตของผู้ที่อนุโมทนาเท่านั้นจริง ๆ ดังนั้นทั้งการอุทิศบุญ และการอนุโมทนาในบุญที่ผู้อื่นได้กระทำ ล้วนเป็นบุญกุศลทั้งนั้น

 การให้ส่วนบุญแก่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะให้ต่อหน้าก็ได้ ให้ลับหลังก็ได้ การให้ต่อหน้า เช่น เราทำบุญมาอย่างหนึ่ง จะเกิดจากทานก็ตาม จากศีลก็ตาม หรือจากภาวนาก็ตาม เมื่อเราพบพ่อแม่หรือญาติ มิตรสหาย ก็บอกว่า "วันนี้ผม หรือดิฉัน ได้บวชลูกหรือบวชหลานมา ขอให้คุณ... จงได้รับส่วนกุศลนั้นด้วย ขอให้อนุโมทนาในส่วนกุศลครั้งนี้ด้วย" ผู้รับจะอนุโมทนาหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ให้ย่อมได้รับส่วนบุญแล้ว ถ้าเขาอนุโมทนา เขาก็ได้รับบุญข้อปัตตานุโมทนามัยด้วย

การอุทิศบุญจะต้องอุทิศเป็นภาษาบาลี หรือต้องมีน้ำกรวดหรือไม่ ตอนต่อไปค่ะ :)

Sunday, 4 December 2011

การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่ (9/2)


การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่
 เมื่อได้ยินเสียงย่ำฆ้องกลองที่วัดในตอนเย็น แสดงว่าพระท่านทำวัตรเย็น ก็ยกมือขึ้นประนมไหว้เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัดหรือมีใครทำบุญแล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วยกมือขึ้นสาธุเป็นการอนุโมทนาบุญของเขาด้วย  เรียกการพูดแสดงความยินดีในความดีของผู้อื่นว่า อนุโมทนากถา  ส่วนบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาตามตัวอย่างข้างต้น เรียกว่า อนุโมทนามัยบุญ คือบุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา ที่เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย


(หนังสือรับรองการบริจาคที่วัดออกให้แก่ผู้บริจาคทรัพย์ทำบุญเรียกว่า อนุโมทนาบัตร หรือ ใบอนุโมทนา )

คำว่า "สาธุ" แปลว่า ดีแล้ว ชอบแล้ว  โดยทั่วไปการโมทนาบุญเราจึงใช้คำว่า "สาธุ" เพื่อเป็นการแสดงความยินดี ชื่นชม หรือยกย่องสรรเสริญ เพื่ออนุโมทนาในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ นั่นเอง

คำว่า "สาธุ" ไม่ได้เป็นคาถาที่ทำให้เราได้บุญ
ฉะนั้นหากเราไม่พูดว่า สาธุ แต่เราพูดว่า ดีแล้ว ดีจัง ดีจริงๆ ยินดีด้วย อยากทำบ้างจัง ฯลฯ คำพูดอะไรก็ได้ที่สื่อถึงความรู้สึกยินดี เราก็จะได้บุญเช่นกัน

แต่บุญที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดที่เราพูด แต่เกิดจาก "เจตนา" หรือจิตใจ ที่รู้สึก "ยินดี" จริงๆ หมายความว่า หากเราพูดว่า “สาธุ” แต่ใจเราไม่ได้ยินดีที่เขาได้ทำบุญ เราก็จะ "ไม่ได้บุญเลย"  หรือเราพูดว่า "สาธุ" แต่ในใจคิดว่า "ทำบุญเอาหน้า" แบบนี้ไม่ได้บุญ กลับ “ได้บาป” ไปเต็มๆ เพราะจิตอกุศลเกิดขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นแม้เราไม่พูดอะไรเลย แต่ในใจของเรารู้สึกยินดีกับเขาไปด้วย เรากลับได้บุญ เพราะจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแล้ว เราจึงได้บุญโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้

สรุปว่าในทางปฎิบัติ แม้เราไม่พูดอะไรเราก็ได้บุญแล้ว แต่การพูดออกมาด้วยย่อมดีกว่าเพราะว่า การพูดออกมาด้วยนั้น แสดงถึงความ "ตั้งใจ" (ที่มีเจตนา) ที่มากกว่า การทำบุญที่มีเจตนามากกว่า เราจะได้บุญมากกว่าและการพูดออกมายังเป็นการทำวจีกรรม (ทางการพูด) จึงทำให้เราได้บุญ “สองส่วน” คือได้บุญจากจิตใจที่ยินดี และได้บุญจากการพูดในสิ่งดีๆ  ฉะนั้นในบุญเดียวกัน หากเราโมทนาบุญโดยพูดออกมาด้วย ย่อมได้บุญมากกว่ายินดีอยู่ในใจอย่างเดียว

บุญที่เราได้รับนั้นจะเกิดจากจิตใจที่ดีงามของตัวเราเองล้วนๆ และเป็นบุญที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ เพราะคนที่มีจิตใจ “หยาบกระด้าง” หรือ “คิดชั่ว” จะไม่มีโอกาสได้บุญแบบนี้เลย

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเห็นคนอื่นทำดีทำบุญ หรือได้ยินมาว่าคนอื่นทำดีทำบุญ แล้วเรากำลังรู้สึก "ยินดี" ที่เขาได้ทำ เรากำลังได้บุญที่น่าปีติเกิดขึ้นแล้ว และคงไม่เสียหายอะไร หากเราจะพูดออกมาดังๆว่า "สา ธุ" แล้วอธิษฐานในใจว่า ในอนาคตขอให้เราได้มีโอกาสได้ทำบุญแบบนี้บ้างเถิด (อันนี้ meepole เคยได้ประสบมากับตัวเองแล้ว จึงมีความเชื่อในข้ออธิษฐานนี้ และขณะอธิษฐานขอให้มีความตั้งใจมั่นจริงๆ แล้วสิ่งนั้นจะเกิดผลไม่ช้าก็เร็วด้วยอำนาจแห่งจิตที่ตั้งมั่นในกุศลกรรม)

การอนุโมทนาเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การลงมือทำความดี สร้างบุญกุศลนั้นๆ ด้วยตัวเอง
และท้ายสุดก็อย่าลืมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนามที่ท่านจะพึงอุทิศให้กันด้วยค่ะ

Tuesday, 22 November 2011

การอ่อนน้อมถ่อมตนก่อให้เกิดบุญ (7)

การอ่อนน้อมถ่อมตนก่อให้เกิดบุญได้อย่างไร


การอ่อนน้อมถ่อมตน จัดเป็นบุญประการหนึ่ง เพราะทำให้จิตไม่แข็งกระด้าง แต่การอ่อนน้อมนั้น ต้องอ่อนน้อมต่อบุคคลที่ควรอ่อนน้อม ถ้าไปอ่อนน้อมหรือบูชาคนที่ไม่ควรบูชา ก็จะเกิดโทษแทนที่จะเกิดคุณ
ใครคือคนที่ควรอ่อนน้อม
คนที่ควรอ่อนน้อม ท่านเรียกว่า วุฑฒบุคคล ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. วัยวุฑฒะ คือ คนที่แก่กว่าเรา อายุมากกว่าเรา เช่น พี่ ป้า น้า อา ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า
2. ชาติวุฑฒะ คือ คนที่มีชาติกำเนิดสูงกว่าเรา คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา แม้จะมีอายุน้อยกว่าเรา แต่ชาติตระกูลสูงก็ควรแสดงความเคารพ เพราะเป็นไปเพื่อความเจริญ
3. คุณวุฑฒะ คือ คนที่มีคุณธรรมสูงกว่า เช่น พระภิกษุสามเณร แม้จะมีอายุน้อยกว่า เราก็ควรนอบน้อมถ่อมตนต่อท่าน เพราะท่านมีคุณธรรม คือ ศีลสูงกว่าเรา หรือคนที่มีบุญคุณต่อเรา เช่น พ่อ แม่ หรือ ครูอาจารย์ เพราะท่านมีคุณต่อเรา หรือต่อสังคม

การแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อวุฑฒบุคคล 3 ประเภทดังกล่าวมาแล้ว ด้วยการกราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับ ช่วยเหลือในกิจของท่าน พูดจาแสดงสัมมาคารวะ หรือให้เกียรติต่อท่าน เป็นต้น จัดเป็นการทำบุญประการหนึ่งในพระพุทธศาสนา ย่อมได้รับความสุขความเจริญในชีวิตได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

อภิวาทนสีลิสฺส  นิจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ฯ

ย่อมได้รับพร 4 ประการ คือ อายุยืน  ผิวพรรณผ่องใส  การมีความสุขกายสุขใจ  การมีกำลังกายกำลังใจ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีการกราบไหว้เป็นปกติ ประพฤตินอบน้อมต่อวุฑฒบุคคล (ผู้ใหญ่) อยู่เป็นนิตย์ฯ

ผู้ที่มีลักษณะแห่งความอ่อนน้อมจริงแท้นั้น เปรียบเสมือนดังรวงข้าวที่ทุกเมล็ดเติบโตเหลืองอร่ามเต็มรวงโน้มลงสู่ดิน ในขณะที่รวงข้าวทีมีเพียงเมล็ดลีบๆ จะชูช่อล่อฟ้าท้าลมดุจเดียวกันกับคนที่หยิ่งจองหองที่แม้ไร้ความสามารถก็ไม่ยอมค้อมลงให้ใคร (คนดี)




ดังนั้นจะเห็นว่าเราสามารถนำหลักการแห่งความอ่อนน้อมมาใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำพาชีวิตเราให้สูงขึ้น จิตใจที่อ่อนโยน (ไม่ไช่อ่อนแอ) ส่งผลให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยความสุขุม รอบคอบ มากยิ่งขึ้น ไม่เร่าร้อน หงุดหงิด ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับตนเองโดยระดับส่วนตัวจะทำให้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากบุคคลอื่น ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงตนเองในทางที่สร้างสรรค์ขึ้น เพราะผู้อ่อนน้อมย่อมมีคนเมตตา
ในส่วนของสังคม ความอ่อนน้อมจะช่วยให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรียนรู้ที่จะประสานและประนีประนอมลดความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ช่วยให้สังคมอยู่ได้อย่างมีสันติสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาวเช่นเดียวกัน

ในส่วนของตัวเรา แอบบอกนะคะว่า จิตที่อ่อนโยนนั้นช่วยให้เราหน้าอ่อนกว่าวัย ใสแบบไม่ต้องใช้ครีมหน้าเด้งเลยเชียวค่ะ ขอบอก :)


ขอให้ทุกคนแข็งแรง และมีความสุข เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณค่ะและอย่าลืมนะคะว่าพึงปฏิบัติต่อ วุฑฒบุคคล

Friday, 11 November 2011

ทำทานอย่างไรให้เกิดบุญ (4)



เราทุกคนเคยทำทานกันทั้งสิ้นแต่ บางคนก็สับสนว่าสิ่งที่ทำคือทำทานหรือทำบุญกันแน่ และหากจะทำทานจะทำอย่างไรให้เกิดบุญ ลองติดตามอ่านค่ะ

ทานคือ การให้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. อามิสทาน หมายถึงการให้ทานด้วยวัตถุที่เป็นของนอกกาย เช่น เงิน สิ่งของ หรือของในกาย เช่น การบริจาคเลือด บริจาคอวัยวะ ทานไม่เสียเงินก็มี เช่น ช่วยแรง ช่วยปัญญา อภัยทาน เป็นต้น

2. ธรรมทาน
พุทธพจน์ “สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ” การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง อานิสงส์การให้ธรรมเป็นทาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “แม้ให้พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกนั่งเรียงกันจากโลกมนุษย์ไปจนถึงพรมโลก แล้วถวายผ้าไตรครบทุกองค์ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ธรรมทาน”


การให้ทานทุกชนิด ย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเทน้ำลงในหลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์เล็ก ๆ ได้อาศัยน้ำนั้นมีชีวิตอยู่ พระพุทธองค์ยังตรัสว่าเป็นบุญ 
ดังนั้นผลบุญที่ได้นั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 4 อย่าง (พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 ข้อ 719) ดังต่อไปนี้

1.1. ผู้ให้มีความบริสุทธิ์ หากเราเป็นคนที่ไม่ถือศีลเลย เวลาเราทำทานเราก็จะได้บุญน้อย หากเราเป็นคนที่รักษาศีล เป็นผู้มีคุณธรรม เราก็จะได้บุญมากขึ้น ยิ่งศีลของเรามาก เราก็จะยิ่งได้บุญมากขึ้น
1.2. วัตถุที่ให้มีความบริสุทธิ์ คือ วัตถุทานที่ให้ได้มาโดยชอบไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ขโมยมา หรือ แย่งมา โกงมา หรือฆ่าสัตว์เพื่อทำบุญ เป็นต้น
1.3. เจตนาของผู้ให้บริสุทธิ์ หากเราให้ทานด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเมตตา ด้วยความปรารถนาดี ทั้งก่อนให้ก็มีความสุขที่จะได้ให้ ขณะให้ก็มีความสุขใจ และหลังจากให้แล้วเมื่อนึกถึงที่ได้ทำไปก็รู้สึกสุขใจ จิตจะตั้งอยู่บนความเบิกบานแจ่มใส เราย่อมได้รับผลบุญสูงกว่าการที่ให้โดยหวังผลประโยชน์บางอย่างตอบแทน ให้เพราะอยากได้หน้า หรือให้ไปแล้วรู้สึกเสียดายทั้งก่อนให้ หรือขณะให้ หรือหลังให้แล้ว ซึ่งทำให้หลังจากให้ไปแล้ว จิตของเราจะตั้งอยู่บนความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ผลบุญย่อมลดลง

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ปุพฺเพว ทานา สุมโน ททํ จิตฺตํ ปสาทเย ทตฺวา อตฺตมโน โหติ เอสา ยญฺญสฺส สมฺปทา.
ทายกผู้ให้ทานนั้น ก่อนให้ก็มีใจยินดี กำลังให้ก็ทำใจให้เลื่อมใส ให้เสร็จแล้วก็มีใจเบิกบาน ข้อนี้ คือความสมบูรณ์ของยัญ (ทาน).

เรื่องของเจตนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นสิ่งสร้างความแตกต่างในบุญได้มากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์กับเจตนาที่บริสุทธิ์มากๆ จะสามารถให้ผลบุญที่แตกต่างกัน

1.4. ผู้รับมีความบริสุทธิ์ การให้ทานกับใครก็ตาม แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ขอทาน หรือ คนชั่ว หากเราให้ด้วยใจบริสุทธิ์อยากช่วยเหลือ เราก็ได้บุญทั้งหมด เพียงแต่ว่าปริมาณของบุญที่ได้จะไม่เท่ากัน หรือที่เราคงเคยได้ยินเรื่อง เนื้อนาบุญ เปรียบได้ดังเช่นการหว่านเมล็ดข้าว หากหว่านลงนาดี ย่อมได้ผลผลิตมาก แต่หากหว่านลงไปบนพื้นดินที่ไม่ดี หรือบนคอนกรีตก็คงไม่ได้อะไร

พระพุทธองค์ได้เปรียบเทียบปริมาณบุญที่เราได้จากทำบุญให้บุคคลที่แตกต่างกัน (พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 ข้อ 711 และ เล่มที่ 23 ข้อ 224) ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ยิ่งเราทำบุญกับผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์มาก เราจะได้รับบุญมากกว่า เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงสมมติเป็นหน่วย ดังนี้

ทำบุญกับคนไม่มีศีล ได้บุญ 1,000 หน่วย
ทำบุญกับคนมีศีล 5 ได้บุญ 10,000 หน่วย
ทำบุญกับคนมีศีลอุโบสถ ได้บุญ 100,000 หน่วย
ทำบุญกับสมมติสงฆ์ (พระที่ถือศีลครบ 227 ข้อ) ได้บุญ 1,000,000 หน่วย
เป็นต้น
ผลของทานมีมาก ให้มนุษย์สมบัติก็ได้ ให้สวรรค์สมบัติก็ได้ ให้นิพพานสมบัติก็ได้ แต่โดยเฉพาะทำให้เป็นคนมีทรัพย์สมบัติไม่ยากจน ทำให้มีบริวารมาก และเป็นที่รักของคนทั้งหลาย

 ดังนั้นในการให้ทาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราควรทำจิตทำใจในการให้ทาน คือ ให้เพื่อละความตระหนี่ในใจ ให้เพื่อละกิเลสคือความโลภ และเป็นที่รักของคนทั้งหลาย ให้เพราะต้องการสงเคราะห์และ ให้เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่สืบไป ไม่ใช่ให้ทานเพราะหวังรวย อย่างนี้ย่อมได้อานิสงส์น้อย



ตอนหน้าจะเป็นเรื่อง จะรักษาศีลอย่างไรให้เกิดบุญ

อ้างอิง:หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
http://www.snr.ac.th/
กฎแห่งกรรม โดย พระเทพวิสุทธิกวี
http://www.dhammatan.net

Monday, 7 November 2011

การทำบุญให้เกิดบุญ (3)


การทำบุญมีถึง 10 วิธี หรือเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นการทำบุญที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา โดยไม่ต้องใช้จ่ายเงินทอง  มีเวลามากหรือน้อย ไปวัดหรือไม่ไปวัด หากทำแล้วย่อมเกิดบุญได้ทั้งสิ้น

บุญกิริยาวัตถุ (อรรถกถา เล่มที่ 75 หน้า 427) หมายถึง การกระทำที่เป็นบุญ มีอยู่ 10 อย่าง

บุญกิริยาวัตถุ 10 (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, ทางทำความดี — bases of meritorious action) แบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดทาน หมวดศีล หมวดภาวนา
หมวดทาน
1. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของหรือช่วยเหลือ — meritorious action consisting in generosity; merit acquired by giving)

2. ปัตติทานมัย (ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดี อุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น— by sharing or giving out merit)
3. ปัตตานุโมทนามัย (ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น หรืออนุโมทนา— by rejoicing in others’ merit)
หมวดศีล
4. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี — by observing the precepts or moral behavior)
5. อปจายนมัย (ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้อื่น— by humility or reverence)
6. เวยยาวัจจมัย (ทำบุญด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจที่ชอบ — by rendering services)
หมวดภาวนา
7. ธัมมัสสวนมัย (ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ — by listening to the Doctrine or right teaching)
8. ธัมมเทสนามัย (ทำบุญด้วยการสั่งสอน เผยแผ่ธรรมให้ความรู้ — by teaching the Doctrine or showing truth)
9. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือ ฝึกอบรมจิตใจ — by mental development)

หมวดที่เข้าได้กับทุกหมวด
10.ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง — by straightening one’s views or forming correct views)

หลัก 10 อย่าง ที่เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุข้างต้นนี้ ถ้าเข้าใจอย่างถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็จะได้ทำบุญหรือสร้างความดีอย่างถูกต้อง ไม่งมงาย และได้ผลมาก ไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ภายใต้บวรพระพุทธศาสนา

เรื่องต่อจากนี้ meepole จะเริ่มด้วยเรื่อง  การทำทานอย่างไรให้เกิดบุญ ค่ะ  หากเราทำอะไรให้ถูกต้องย่อมเกิดผลที่ดี ที่สมบูรณ์ ค่ะ

อ้างอิง
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)  บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ 
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010076.htm