Showing posts with label บุญกิริยาวัตถุ ๑๐. Show all posts
Showing posts with label บุญกิริยาวัตถุ ๑๐. Show all posts

Wednesday, 4 January 2012

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ (13 จบชุด)

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วของการปฎิบัติที่ก่อให้เกิดบุญ และเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวก่อให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ นั่นคือ

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ

หลวงพ่อลาก



การทำความเห็นให้ตรง ทิฏฐุชุกัมม์ ได้จะต้องมี สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือเห็นตรงตามทำนองคลองธรรม ให้ถูกต้อง ความเห็นถูกต้องนี้ต้องทำกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร ควรพิจารณาตรวจสอบกิจกรรมทุกอย่างว่า เราทำด้วยความรู้เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า ไม่ทำอย่างงมงายต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องประกอบอยู จัดเป็นบุญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

ส่วนการเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว บาปบุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ตายแล้วสูญ เป็นต้น เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นอกุศลกรรมบถ จัดเป็นบาป แม้ไม่ได้ทำชั่วด้วยกาย หรือวาจา แต่ถ้ามีความคิดเห็นเช่นนี้ก็จัดเป็นบาป และบาปมากถึงขั้นห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว เพราะจิตตั้งไว้ผิดหลงทางเสียแล้ว จึงไม่ยอมทำความดี มีแต่จะทำความชั่ว

ส่วนการทำความเห็นให้ตรง เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น แม้ผู้นั้นยังไม่ทำดีด้วยกาย หรือว่าไม่ทำดีด้วยกาย หรือวาจา เป็นเพียงแต่เห็นถูก เห็นตรงเท่านั้น ก็จัดเป็นบุญ และเป็นบุญที่ครอบคลุมบุญอื่นทั้งหมด เพราะเมื่อคนเราเห็นถูก เห็นตรง เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ย่อมทำบุญประเภทอื่น ๆ ด้วยความสนิทใจ เชื่อมั่น และตั้งใจทำ


 สัมมาทิฏฐิ 10 คือ มีความเห็นตรง เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงใน 10 เรื่อง โดยเห็นว่า
ผู้ใดมีความเห็นชอบ เห็นตรง ทั้ง 10 อย่างนี้ ชื่อว่าทำความเห็นให้ตรง เป็นสัมมาทิฐิ ถ้าเห็นตรงกันข้ามก็เป็นมิจฉาทิฐิ

1. การให้ทานมีผล
2. การบูชามีผล
3. การต้อนรับแขกด้วยของต้อนรับมีผล
4. ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี
5. โลกนี้มี (คือสัตว์จากโลกอื่นมาเกิดในโลกนี้มี)
6. โลกอื่นมี (คือสัตว์จากโลกนี้ไปเกิดในโลกอื่นมี)
7. มารดามีคุณ
8. บิดามีคุณ
9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ (เช่น เทวดาและเปรต) มี
10. สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติชอบ ทราบชัดถึงโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาได้เอง และสามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย มี (คือ พระอรหันต์มี)
  
จิตที่ตั้งไว้ถูกทางนั้น ย่อมนำความสุขความเจริญมาให้แก่เจ้าของได้มาก ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า
น ตํ มาตา ปิตา กยิรา       อญฺญเฌ วาปิจ ญาตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ       เสยฺยโส นํ ตโต กเร.

จิตที่ตั้งไว้ชอบ ย่อมทำบุคคลนั้นให้ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งที่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องอื่นทำให้เสียอีก

ดังนั้นการทำบุญในพระพุทธศาสนามีเพียง 10 ประการดังกล่าวมา ไม่ได้นอกเหนือไปกว่านี้เลย ใครจะเลือกทำอย่างไหนก็ทำได้ตามกำลังและความสามารถของตน แม้คนไม่มีเงินทองเลย เป็นคนยากจนก็สามารถทำบุญได้ ถ้าหากผู้นั้นประสงค์จะบำเพ็ญบุญจริง ๆ เพราะบุญไม่ใช่เพียงให้ทานอย่างเดียว ยังมีอีกถึง 9 อย่างที่ไม่ต้องใช้เงินทอง และมีอยู่หลายอย่างที่มีผลมากกว่าทาน
บุญของเรานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะแค่พระสงฆ์ที่เราถวายเท่านั้น แต่บุญไปถึงพระศาสนาทั้งหมด เมื่อพระศาสนาอยู่ได้ ธรรมก็อยู่ได้ แล้วธรรมก็เผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เมื่อประชาชนได้รู้เข้าใจประพฤติปฏิบัติธรรม สังคมก็ร่มเย็นเป็นสุข
เวลาทำบุญ เราสามารถทำทั้ง 3 อย่างพร้อมกันอย่างที่กล่าวแล้ว อย่าให้ได้แต่ทานอย่างเดียว ต้องให้ได้ศีล ได้ภาวนาด้วยพร้อมกันหมด เราจึงจะพูดได้เต็มปากว่า ทำบุญ มิฉะนั้นเราก็ได้แค่ส่วนหนึ่งของบุญคือทานเท่านั้น

บุญทุกประเภทเป็นตัวนำสุขมาให้ ทั้งโจรจะลักขโมยไปก็ไม่ได้ แต่สามารถนำติดตัวไปได้ด้วยแม้เมื่อตายไปแล้ว ไม่เหมือนทรัพย์สมบัติ ที่เมื่อตายแล้วก็ทิ้งไว้หมดสิ้นแม้แต่รูปร่างกาย ดังคำกลอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีที่ว่า
"มีเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า  เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้าไปเจ้าจะเอาอะไร  เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา"

บุญย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม  ตราบเฒ่าชรา
ดอกสาละ


Saturday, 31 December 2011

การภาวนาให้เกิดบุญ (12)

การภาวนาก่อให้เกิดบุญ
 
 ภาวนา เป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา หมายถึง การอบรมจิต หรือ การพัฒนาจิต โดยทำจิตให้มีค่าสูง ได้แก่ ทำจิตให้สะอาด สงบ สว่าง
ภาวนา แปลว่า การทำให้มีขึ้น ทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ ขั้นสมาธิและปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติไว้ 2 ประการ คือ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
สมถภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นสมาธิ คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ จนตั้งมั่นเป็นสมาธิ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญ สมถภาวนา
วิปัสสนาภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นปัญญา คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้งใน สภาพธรรมที่เป็นจริงตามสภาพของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สำหรับการเจริญภาวนาในขั้นบุญกิริยาวัตถุนี้ โดยทั่วไปท่านหมายเอาเพียง มหากุศลธรรมดา แต่หากใครได้ศึกษาให้มีความเข้าใจ ก่อนลงมือปฏิบัติ แล้วพากเพียรปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามแนวทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ ก็สามารถเป็นบันไดให้ก้าวไปถึงฌาน หรือมรรคผลได้
sil5.net  การเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติกรรมฐานนี้ได้บุญกุศลมากกว่าการให้ทาน และการรักษาศีล โดยทานมีผลน้อยกว่าศีล ศีลมีผลน้อยกว่าสมาธิ สมาธิมีผลน้อยกว่าปัญญา ปัญญามีผลมากที่สุด เพราะสามารถนำไปสู่การตัดกิเลส เข้าสู่พระนิพพาน เข้าถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นพุทธมามกะ นอกจากการทำบุญ รักษาศีลแล้ว
ควรหาโอกาสปฎิบัติภาวนาด้วย

Thursday, 29 December 2011

การแสดงธรรมก่อเกิดบุญ 12


        "อย่าเข้าใจผิดคิดว่าการแสดงธรรมเป็นเรื่องของพระสงฆ์เท่านั้น....แม้การบริจาคทุนทรัพย์ในการพิมพ์หนังสือธรรมะ การแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงธรรม ฯ... จัดเป็นบุญข้อนี้ทั้งสิ้น"  ลองติดตามค่ะ  :)

การแสดงธรรมเป็นบุญประการหนึ่ง และทำให้พระศาสนาดำรงมั่นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีการแนะนำสั่งสอนสืบต่อกันมา เราทุกคนที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะได้อาศัยครูบาอาจารย์ หรือ พ่อแม่แนะนำสั่งสอน หรือ อ่านหนังสือธรรมที่ท่านผู้รู้ธรรมได้แต่งหรือเขียน หรือรวบรวมไว้
การแสดงธรรมนี้ จัดเป็นทานอย่างหนึ่ง เรียกว่า "ธรรมทาน" เป็นทานที่มีผลมากกว่าทานทั้งปวง ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
"สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
 การให้พระธรรมชนะการให้ทั้งปวง

ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนจะให้ทานก็ดี จะรักษาศีลก็ดี จะเจริญภาวนาก็ดี ก็ต้องอาศัยได้ฟังธรรมมาก่อน เขาจึงได้ทำบุญประเภทอื่น ๆ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว คนจะไม่ทำบุญอันใด แม้ใครจะทำบุญบ้างตามอัธยาศัยของตน แต่บุญนั้นก็มีผลน้อยเพราะทำไม่ถูกวิธี เพราะขาดผู้แนะนำสั่งสอน
การแสดงธรรมที่จัดว่าเป็นบุญนั้น ไม่ได้มีเพียงพระภิกษุสามเณรเท่านั้นที่แสดงได้ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ย่อมแสดงได้ หรือทำบุญข้อนี้ได้ทั้งสิ้น
 การแสดงธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงบนธรรมาสน์เสมอไป ที่ใดก็แสดงหรือแนะนำสั่งสอนได้ เช่น ในบ้าน ในป่า ตามถนนหนทาง ในรถ ในเรือ แม้ในเครื่องบิน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือทางสถานีโทรทัศน์ และการสอนในชั้นเรียน เป็นต้น

บุญอันเกิดจากการแสดงธรรมนั้น ไม่ใช่การพูดอย่างเดียว แม้การเขียนหนังสือธรรมะ การพิมพ์หนังสือธรรมะ หรือการให้ทุนในการพิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแพร่ก็จัดเข้าในบุญข้อนี้ทั้งสิ้น

แม้การบริจาคทุนทรัพย์ในการพิมพ์หนังสือธรรมะ หรือซื้อหนังสือธรรมะ หรือพระไตรปิฎกถวายพระ ถวายไว้ประจำวัด หรือแจกคนทั่วไป ก็จัดเป็นธรรมทาน คือ บุญอันเกิดจากการให้ธรรมะเป็นทานได้เช่นกัน


แม้การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ลูกหลาน หรือญาติมิตรให้เข้าถึงธรรม ให้ประพฤติธรรม ให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ก็จัดเป็นบุญในข้อแสดงธรรม การที่พ่อแม่แนะนำสั่งสอนลูกให้ประพฤติดี หรือพี่แนะนำน้อง เพื่อนแนะเพื่อนให้ละชั่วประพฤติดี ก็จัดเป็นบุญข้อนี้ทั้งสิ้น

ในเวลาแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟังต้องตั้งใจให้ถูกต้อง ท่านว่าถ้ามีเจตนาหาลาภ หาเสียง ถือว่าเจตนาไม่ดี มุ่งที่ผลส่วนตัว จะไม่มีผลมาก แต่ถ้าตั้งเจตนาว่าเราจะแสดงธรรมไปเพื่อให้ผู้ฟังได้รู้เข้าใจถูกต้อง ให้มีสัมมาทิฐิ ให้ได้รับประโยชน์ ให้ได้พัฒนาชีวิตขึ้นไป ผู้ที่แสดงธรรมก็ได้บุญด้วย

Saturday, 17 December 2011

การอุทิศบุญ ให้ได้รับผลบุญ (10/2)


ภาพจาก board.postjung.com

(ต่อจากครั้งก่อน) ..การให้ส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาจะตายไปแล้วนานเท่าไรก็ได้ จะอุทิศเป็นภาษาไทยก็ได้ เป็นภาษาบาลี หรือภาษาอื่นใดก็ได้ มีน้ำกรวดก็ได้ ไม่มีน้ำกรวดก็ได้ มีกระดูกและชื่อของผู้นั้นก็ได้ ไม่มีก็ได้ ย่อมสำเร็จทั้งสิ้น


การอุทิศส่วนบุญโดยมีน้ำกรวดเพิ่งนำมาใช้ในยุคหลังนี้เอง คือหลังจากครั้งพุทธกาล แต่จะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่เท่าไร ยังหาหลักฐานไม่พบ แท้ที่จริงการอุทิศส่วนกุศลที่เรียกว่าปัตติทานมัยนั้น เดิมทีไม่ต้องใช้น้ำเลย ฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศล จะมีน้ำด้วยก็ได้ ไม่มีก็ได้ ย่อมสำเร็จทั้งสิ้น
หลายคนสงสัยมากว่าทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งถ้าไม่รีบอุทิศบุญ บุญจะหายหรือไม่  ลองพิจารณาจากเรื่องราวต่อไปนี้ที่ meepole คัดลอกมาจาก การอุทิศบุญที่ถูกต้องและได้ผล โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปีๆ บุญก็ยังมีอยู่

การสร้างบุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับสร้างดีก็ได้บุญ ถ้าสร้างไม่ดีก็ได้บาป หมายถึงก่อนจะทำบุญก็กินเหล้าก่อน พอพระกลับก็กินเหล้ากันอีก แต่ถ้าหากตั้งใจทำบุญโดยมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีบาปมีแต่บุญ อย่างนี้ผู้สร้างบุญก็ได้บุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นบุญจะต้องได้แก่ผู้สร้างบุญก่อน  แล้วผู้สร้างจึงจะอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นได้

บุญแม้ทำไปแล้วสัก 30 ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญไม่หาย ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำเป็นผู้ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ ถ้าเราไม่ให้เราก็ได้คนเดียว ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม อย่างเรื่องของ พระอนุรุทธ สมัยที่ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านรับบาตร
ท่านก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า

สมมติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของโยมจะยุบไปไหม
ท่านพระอนุรุทธก็ตอบว่า ไม่ยุบ

แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า

การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขา เขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป

การอุทิศส่วนกุศลแก่บุคคลต่างๆ ที่ตายไปแล้ว

ถ้านึกได้ออกชื่อเขาก็ดี เพราะถ้ากรรมหนาอยู่นิด ถ้าออกชื่อเจาะจงเขาก็ได้รับเลย ถ้านึกไม่ออกก็ว่ารวมๆ ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี ถ้า ขืนไปนั่งไล่ชื่อน่ากลัวจะไม่หมด มีอยู่คราวหนึ่งนานมาแล้วไปเทศน์ด้วยกัน 3 องค์ บังเอิญมีอารมณ์คล้ายคลึงกัน วันนั้นทายกนำอุทิศส่วนกุศลออกชื่อคนตายกับบรรดาญาติทั้งหลายที่ตายไปแล้ว ปรากฏว่าบรรดาผีทั้งหลายก็เข้ามาเป็นหมื่นล้อมรอบศาลา คนที่เป็นญาติก็โมทนาแล้วผิวพรรณดีขึ้น พวกที่มิใช่ญาติก็เดินร้องไห้กลับไป ตอนท้ายมีคนถามถึงการอุทิศส่วนกุศลว่าทำอย่างไร
พระองค์หนึ่งท่านเลยบอกว่า ญาติโยมที่นำอุทิศส่วนกุศล อย่าให้ใจแคบเกินไปนัก อย่าลืมว่าการทำบุญแต่ละคราว พวกปรทัตตูปชีวีเปรตก็ดี พวกสัมภเวสีก็ดี จะมายืนล้อมรอบคอยโมทนา แต่ถ้าเราให้แก่ญาติ ญาติก็จะได้ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติก็จะไม่ได้ ฉะนั้นควรจะให้ทั้งหมดทั้งญาติและไม่ใช่ญาติ

และตอนที่พระให้พร เจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว มีการถวายสังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตั้งจิตอธิษฐานตามความประสงค์ การตั้งจิตอธิษฐานเรียกว่า อธิษฐานบารมี ถ้าท่านตั้งใจเพื่อพระนิพพานก็ต้องอธิษฐานเผื่อไว้ โดยอธิษฐานว่า

ขอผลบุญทั้งหมดนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ถ้าหากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ในชาติใดก็ตาม ขอคำว่าไม่มีจงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า

อ้างอิง: 1. "การอุทิศบุญที่ถูกต้องและได้ผล" โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน
           2.  "บุญกิริยาวัตถุ ๑๐" โดยพระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

และเรื่องราวดีๆอีกมากมายที่สามารถหาอ่านได้ใน  http://www.dhammatan.net/

Wednesday, 14 December 2011

การอุทิศแผ่ส่วนบุญอย่างไรให้เกิดบุญ (10/1)

การอุทิศแผ่ส่วนบุญก่อให้เกิดบุญ



 พุทธศาสนิกชน เมื่อทำบุญอันใดแล้วก็มักจะอุทิศส่วนบุญนั้นแก่ท่านผู้มีพระคุณ หรือแก่คนอื่น สัตว์อื่น เจ้ากรรมนายเวร  เพราะหวังจะให้เขาเหล่านั้นให้ได้รับผลบุญเพิ่มขึ้น เป็นการแสดงออกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ขี้เหนียว มีใจกว้างหวังประโยชน์สุขต่อคนอื่น สัตว์อื่น เมื่อตนได้รับบุญแล้วก็หวังจะให้คนอื่น สัตว์อื่นได้รับบุญนั้นด้วย เหมือนคนมีความรู้แล้วก็ถ่ายทอดให้แก่คนอื่น ด้วยหวังให้เขาได้มีความรู้ความสามารถด้วย
บางคนทำบุญ เช่น ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาแล้วก็ไม่ยอมอุทิศบุญที่ได้รับนั้นให้แก่ผู้ใด ก็จะได้บุญแต่ผู้เดียว และได้บุญเฉพาะในเรื่องของทาน ศีล หรือ ภาวนาที่ตนได้ทำเท่านั้น แต่ไม่ได้บุญข้อปัตติทานมัย แต่ถ้าหากว่าผู้นั้นอุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้อื่นด้วย เขาก็จะได้บุญเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ

  การอุทิศบุญหรือแบ่งบุญให้ผู้อื่น สามารถให้ได้ทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว โดยที่ผลบุญของเราไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้เราได้บุญมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้มีกล่าวในพระไตรปิฎก (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม 1 ภาค 1 หน้าที่ 307) เวลาเราทำบุญมาเปรียบเสมือนเราได้จุดเทียนไข เมื่อมีคนมาขอต่อไฟ เราก็ยินดีให้เขาต่อไฟ ไฟเราก็ยังอยู่ แม้จะมีคนมาขอจุดไฟ 100 คน ไฟเราก็ไม่ได้หายไปแม้แต่น้อย
จุดประสงค์ของการอุทิศส่วนบุญ ก็เพื่อให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้ กุศลจิตที่อนุโมทนาย่อมเป็นกุศลของผู้อนุโมทนาเอง ซึ่งกุศลที่เกิดขึ้นด้วยการอนุโมทนานี้จะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี คือ กุศลวิบากจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่เราหยิบยื่นกุศลของเราให้คนอื่น  แต่การที่เราทำบุญ แล้วเป็นเหตุให้คนอื่นที่รู้อนุโมทนายินดีด้วย ขณะใดที่เขาอนุโมทนายินดีด้วย ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา  ซึ่งจะต้องเป็นกุศลจิตของผู้ที่อนุโมทนาเท่านั้นจริง ๆ ดังนั้นทั้งการอุทิศบุญ และการอนุโมทนาในบุญที่ผู้อื่นได้กระทำ ล้วนเป็นบุญกุศลทั้งนั้น

 การให้ส่วนบุญแก่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะให้ต่อหน้าก็ได้ ให้ลับหลังก็ได้ การให้ต่อหน้า เช่น เราทำบุญมาอย่างหนึ่ง จะเกิดจากทานก็ตาม จากศีลก็ตาม หรือจากภาวนาก็ตาม เมื่อเราพบพ่อแม่หรือญาติ มิตรสหาย ก็บอกว่า "วันนี้ผม หรือดิฉัน ได้บวชลูกหรือบวชหลานมา ขอให้คุณ... จงได้รับส่วนกุศลนั้นด้วย ขอให้อนุโมทนาในส่วนกุศลครั้งนี้ด้วย" ผู้รับจะอนุโมทนาหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ให้ย่อมได้รับส่วนบุญแล้ว ถ้าเขาอนุโมทนา เขาก็ได้รับบุญข้อปัตตานุโมทนามัยด้วย

การอุทิศบุญจะต้องอุทิศเป็นภาษาบาลี หรือต้องมีน้ำกรวดหรือไม่ ตอนต่อไปค่ะ :)

Sunday, 4 December 2011

การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่ (9/2)


การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่
 เมื่อได้ยินเสียงย่ำฆ้องกลองที่วัดในตอนเย็น แสดงว่าพระท่านทำวัตรเย็น ก็ยกมือขึ้นประนมไหว้เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัดหรือมีใครทำบุญแล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วยกมือขึ้นสาธุเป็นการอนุโมทนาบุญของเขาด้วย  เรียกการพูดแสดงความยินดีในความดีของผู้อื่นว่า อนุโมทนากถา  ส่วนบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาตามตัวอย่างข้างต้น เรียกว่า อนุโมทนามัยบุญ คือบุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา ที่เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย


(หนังสือรับรองการบริจาคที่วัดออกให้แก่ผู้บริจาคทรัพย์ทำบุญเรียกว่า อนุโมทนาบัตร หรือ ใบอนุโมทนา )

คำว่า "สาธุ" แปลว่า ดีแล้ว ชอบแล้ว  โดยทั่วไปการโมทนาบุญเราจึงใช้คำว่า "สาธุ" เพื่อเป็นการแสดงความยินดี ชื่นชม หรือยกย่องสรรเสริญ เพื่ออนุโมทนาในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ นั่นเอง

คำว่า "สาธุ" ไม่ได้เป็นคาถาที่ทำให้เราได้บุญ
ฉะนั้นหากเราไม่พูดว่า สาธุ แต่เราพูดว่า ดีแล้ว ดีจัง ดีจริงๆ ยินดีด้วย อยากทำบ้างจัง ฯลฯ คำพูดอะไรก็ได้ที่สื่อถึงความรู้สึกยินดี เราก็จะได้บุญเช่นกัน

แต่บุญที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดที่เราพูด แต่เกิดจาก "เจตนา" หรือจิตใจ ที่รู้สึก "ยินดี" จริงๆ หมายความว่า หากเราพูดว่าสาธุ แต่ใจเราไม่ได้ยินดีที่เขาได้ทำบุญ เราก็จะ "ไม่ได้บุญเลย"  หรือเราพูดว่า "สาธุ" แต่ในใจคิดว่า "ทำบุญเอาหน้า" แบบนี้ไม่ได้บุญ กลับ ได้บาป ไปเต็มๆ เพราะจิตอกุศลเกิดขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นแม้เราไม่พูดอะไรเลย แต่ในใจของเรารู้สึกยินดีกับเขาไปด้วย เรากลับได้บุญ เพราะจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแล้ว เราจึงได้บุญโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้

สรุปว่าในทางปฎิบัติ แม้เราไม่พูดอะไรเราก็ได้บุญแล้ว แต่การพูดออกมาด้วยย่อมดีกว่าเพราะว่า การพูดออกมาด้วยนั้น แสดงถึงความ "ตั้งใจ" (ที่มีเจตนา) ที่มากกว่า การทำบุญที่มีเจตนามากกว่า เราจะได้บุญมากกว่าและการพูดออกมายังเป็นการทำวจีกรรม (ทางการพูด) จึงทำให้เราได้บุญ สองส่วนคือได้บุญจากจิตใจที่ยินดี และได้บุญจากการพูดในสิ่งดีๆ  ฉะนั้นในบุญเดียวกัน หากเราโมทนาบุญโดยพูดออกมาด้วย ย่อมได้บุญมากกว่ายินดีอยู่ในใจอย่างเดียว

บุญที่เราได้รับนั้นจะเกิดจากจิตใจที่ดีงามของตัวเราเองล้วนๆ และเป็นบุญที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ เพราะคนที่มีจิตใจหยาบกระด้าง หรือ คิดชั่ว จะไม่มีโอกาสได้บุญแบบนี้เลย

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเห็นคนอื่นทำดีทำบุญ หรือได้ยินมาว่าคนอื่นทำดีทำบุญ แล้วเรากำลังรู้สึก "ยินดี" ที่เขาได้ทำ เรากำลังได้บุญที่น่าปีติเกิดขึ้นแล้ว และคงไม่เสียหายอะไร หากเราจะพูดออกมาดังๆว่า "สา ธุ" แล้วอธิษฐานในใจว่า ในอนาคตขอให้เราได้มีโอกาสได้ทำบุญแบบนี้บ้างเถิด (อันนี้ meepole เคยได้ประสบมากับตัวเองแล้ว จึงมีความเชื่อในข้ออธิษฐานนี้ และขณะอธิษฐานขอให้มีความตั้งใจมั่นจริงๆ แล้วสิ่งนั้นจะเกิดผลไม่ช้าก็เร็วด้วยอำนาจแห่งจิตที่ตั้งมั่นในกุศลกรรม)

การอนุโมทนาเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การลงมือทำความดี สร้างบุญกุศลนั้นๆ ด้วยตัวเอง
และท้ายสุดก็อย่าลืมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนามที่ท่านจะพึงอุทิศให้กันด้วยค่ะ

Thursday, 1 December 2011

อนุโมทนาอย่างไรให้เกิดบุญ (9/1)



การอนุโมทนาให้เกิดบุญ

หลายๆคนจะสงสัยเราว่า เวลาที่เราเห็นคนทำบุญ หรือเวลาที่มีคนมาเล่าให้เราฟังว่าไปทำบุญมาแล้วให้ สาธุกับเขา เราก็จะได้บุญด้วย ข้อสงสัยที่มักจะเกิดขึ้นในหลายๆคนก็คือ  เราจะได้บุญจริงหรือ??
ลองมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจ และอนุโมทนาแล้วเกิดบุญจริงๆ จะได้บอกต่อๆกันให้เกิดกุศลทั่วกัน

ทำไมการอนุโมทนาก่อให้เกิดบุญ

อนุโมทนา แปลว่า ความยินดีตาม ความพลอยยินดี หมายถึงการแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ
การโมทนาบุญจึงเป็น "มากกว่า" การได้บุญร่วมกับคนอื่น และไม่ใช่เป็นการ เกาะบุญของใครเพราะบุญที่เราได้รับนั้น เกิดจากจิตใจ "อันดีงาม อันบริสุทธ์" ของตัวเราเองล้วนๆ

ในพระอรรถกถา เล่ม 75 หน้า 427 ได้กล่าวถึงการกระทำที่เป็นบุญพื้นฐาน มีอยู่ 10 อย่าง ที่เรียกรวมกันว่า "บุญกิริยาวัตถุ 10" ซึ่งหนึ่งใน 10 ข้อนี้ชื่อว่า "ปัตตานุโมทนามัย"  ซึ่งหมายถึง การโมทนาบุญหรือการยินดีในความดีของผู้อื่น หมายถึงเวลาที่เราเห็นผู้อื่นทำความดีหรือทำบุญ หรือได้ดีมีความสุข เราก็ยินดีไปกับเขาด้วย การที่ใจมีความรู้สึกยินดีต่อความดีของผู้อื่นแบบนี้ตัวเราเองก็จะได้บุญด้วย บุญแบบนี้จะเกิดจาก "เจตนา" ของจิตใจที่ตั้งอยู่บนฐานของความ "ยินดี" จิตเป็น"กุศล" เกิดขึ้นเราก็จะได้บุญ

ทำไมจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้น เราจึงได้บุญ

อ้างจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อ 334 ที่กล่าวว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
คำว่า เจตนา แปลได้ง่ายๆก็คือ ความตั้งใจ การกระทำที่ไม่มีความตั้งใจจะไม่ถือว่าเป็นกรรม เมื่อไม่เป็นกรรมก็จะไม่มีบุญหรือบาป ที่สำคัญคือ คำว่า "กรรม" ไม่ได้หมายถึงการกระทำทางกายเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ หากกระทำทางใดทางหนึ่งหรือทั้ง 3 ทางก็จะถือว่าเป็นกรรม จะมีบุญหรือบาปเกิดขึ้น
การที่มีจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเราได้บุญ เพราะเป็นการกระทำที่มี "เจตนาทางใจ" จึงถือว่าเป็นกรรม เมื่อเป็นกรรม"ดี" เราก็เลยได้"บุญ" นั่นเอง

การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่ กล่าวแล้วจะได้บุญ ไม่กล่าวไม่ได้บุญหรือไม่ ในตอนต่อไปค่ะ

Wednesday, 30 November 2011

การขวนขวายในกิจที่ชอบก่อให้เกิดบุญ (8)




การขวนขวายในกิจที่ชอบ คือ การช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อส่วนรวม จัดเป็นบุญประการหนึ่ง เช่น ช่วยเขาสร้างสะพาน สร้างถนน ขุดคลอง ขุดสระ ขุดบ่อน้ำ สร้างศาลา สร้างวัด สร้างโรงพยาบาล ปลูกต้นไม้ ทำถนนหนทางให้สะอาด ช่วยกวาดวัด  ล้างห้องน้ำ หรือช่วยงานบวชนาค งานกฐิน ช่วยงานทำบุญเลี้ยงพระ ช่วยนิมนต์พระ หรือช่วยขับรถรับส่งพระ หรือคนที่มาช่วยในงาน เป็นต้น ทั้งหมดนี้จัดเป็นบุญทั้งสิ้น  ยิ่งตอนนี้น้ำท่วมเริ่มลดแล้วความเสียหายทั้งของส่วนตัวและสาธารณะมีมากมาย ใครช่วยได้คนละไม้ละมือ ย่อมเกิดบุญทั้งสิ้นเ ช่น เก็บกวาดขยะ ช่วยขัดล้างวัด หรือสถานที่ต่างๆ โอกาสเช่นนี้ได้บุญมากเพราะทุกส่วนมีความเดือดร้อนมาก
 

 แม้การช่วยเหลือคนเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ สัตว์ที่อดอาหาร ก็เป็นบุญ แม้แต่ช่วยนำคนแก่ข้ามถนนให้ปลอดภัย และชี้ทางให้แก่คนหลงทางก็จัดเป็นเวยยาวัจจมัย อันจัดเป็นบุญทั้งสิ้น

ผลของบุญข้อนี้มีมาก เช่น ไปที่ใดก็จะได้รับความสะดวกได้รับความช่วยเหลือ ไม่ขัดข้องเดือดร้อน ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ มฆมาณพพร้อมด้วยเพื่อน 33 คน ที่สร้างถนน และสร้างศาลา เพื่อสาธารณประโยชน์แก่คนทั้งหลายแล้วไปเกิดในสรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท เป็นตัวอย่างของบุญข้อนี้

แต่ที่แน่นอนในชาตินี้ที่เห็นและรู้สึกได้คือ ทำแล้วสุขใจ สบายใจ ใจเกิดปีติทันทีที่เห็นสิ่งดีๆที่ได้ทำไป ความรู้สึกเช่นนั้นคือสวรรค์บนโลกมนุษย์แล้ว

ที่มาภาพ: komchadluek.net

Tuesday, 22 November 2011

การอ่อนน้อมถ่อมตนก่อให้เกิดบุญ (7)

การอ่อนน้อมถ่อมตนก่อให้เกิดบุญได้อย่างไร


การอ่อนน้อมถ่อมตน จัดเป็นบุญประการหนึ่ง เพราะทำให้จิตไม่แข็งกระด้าง แต่การอ่อนน้อมนั้น ต้องอ่อนน้อมต่อบุคคลที่ควรอ่อนน้อม ถ้าไปอ่อนน้อมหรือบูชาคนที่ไม่ควรบูชา ก็จะเกิดโทษแทนที่จะเกิดคุณ
ใครคือคนที่ควรอ่อนน้อม
คนที่ควรอ่อนน้อม ท่านเรียกว่า วุฑฒบุคคล ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. วัยวุฑฒะ คือ คนที่แก่กว่าเรา อายุมากกว่าเรา เช่น พี่ ป้า น้า อา ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า
2. ชาติวุฑฒะ คือ คนที่มีชาติกำเนิดสูงกว่าเรา คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา แม้จะมีอายุน้อยกว่าเรา แต่ชาติตระกูลสูงก็ควรแสดงความเคารพ เพราะเป็นไปเพื่อความเจริญ
3. คุณวุฑฒะ คือ คนที่มีคุณธรรมสูงกว่า เช่น พระภิกษุสามเณร แม้จะมีอายุน้อยกว่า เราก็ควรนอบน้อมถ่อมตนต่อท่าน เพราะท่านมีคุณธรรม คือ ศีลสูงกว่าเรา หรือคนที่มีบุญคุณต่อเรา เช่น พ่อ แม่ หรือ ครูอาจารย์ เพราะท่านมีคุณต่อเรา หรือต่อสังคม

การแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อวุฑฒบุคคล 3 ประเภทดังกล่าวมาแล้ว ด้วยการกราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับ ช่วยเหลือในกิจของท่าน พูดจาแสดงสัมมาคารวะ หรือให้เกียรติต่อท่าน เป็นต้น จัดเป็นการทำบุญประการหนึ่งในพระพุทธศาสนา ย่อมได้รับความสุขความเจริญในชีวิตได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

อภิวาทนสีลิสฺส  นิจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ฯ

ย่อมได้รับพร 4 ประการ คือ อายุยืน  ผิวพรรณผ่องใส  การมีความสุขกายสุขใจ  การมีกำลังกายกำลังใจ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีการกราบไหว้เป็นปกติ ประพฤตินอบน้อมต่อวุฑฒบุคคล (ผู้ใหญ่) อยู่เป็นนิตย์ฯ

ผู้ที่มีลักษณะแห่งความอ่อนน้อมจริงแท้นั้น เปรียบเสมือนดังรวงข้าวที่ทุกเมล็ดเติบโตเหลืองอร่ามเต็มรวงโน้มลงสู่ดิน ในขณะที่รวงข้าวทีมีเพียงเมล็ดลีบๆ จะชูช่อล่อฟ้าท้าลมดุจเดียวกันกับคนที่หยิ่งจองหองที่แม้ไร้ความสามารถก็ไม่ยอมค้อมลงให้ใคร (คนดี)




ดังนั้นจะเห็นว่าเราสามารถนำหลักการแห่งความอ่อนน้อมมาใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำพาชีวิตเราให้สูงขึ้น จิตใจที่อ่อนโยน (ไม่ไช่อ่อนแอ) ส่งผลให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยความสุขุม รอบคอบ มากยิ่งขึ้น ไม่เร่าร้อน หงุดหงิด ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับตนเองโดยระดับส่วนตัวจะทำให้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากบุคคลอื่น ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงตนเองในทางที่สร้างสรรค์ขึ้น เพราะผู้อ่อนน้อมย่อมมีคนเมตตา
ในส่วนของสังคม ความอ่อนน้อมจะช่วยให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรียนรู้ที่จะประสานและประนีประนอมลดความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ช่วยให้สังคมอยู่ได้อย่างมีสันติสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาวเช่นเดียวกัน

ในส่วนของตัวเรา แอบบอกนะคะว่า จิตที่อ่อนโยนนั้นช่วยให้เราหน้าอ่อนกว่าวัย ใสแบบไม่ต้องใช้ครีมหน้าเด้งเลยเชียวค่ะ ขอบอก :)


ขอให้ทุกคนแข็งแรง และมีความสุข เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณค่ะและอย่าลืมนะคะว่าพึงปฏิบัติต่อ วุฑฒบุคคล