Showing posts with label บุญ. Show all posts
Showing posts with label บุญ. Show all posts

Friday, 6 January 2012

เข้าใจในบุญ



ในที่สุดเข้าใจบุญให้เกิดบุญ ได้รวบรวมเรียบเรียงมาลงในบล็อกนี้ครบ 10 หัวข้อแล้ว และก่อนหน้านี้ได้จัดพิมพ์ในโอกาสรับกฐินพระราชทานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 และล่าสุดคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายที่ได้เคยอ่านได้ขอให้มีการจัดพิมพ์รวมเล่ม จึงได้เขียน รวบรวมเรียบเรียงเพิ่มเติมในหลายหัวข้อ ซึ่งจะตัดบางส่วนมาเพิ่มเติมในบล็อกนี้ในโอกาสต่อไป และได้เพิ่มเรื่องที่ดีมากในหนังสือเล่มนี้ และเป็นสิ่งที่ meepole อ่านแล้ว อยากจะนำมาเผยแพร่ให้ผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมเยือนที่นี่ ได้อ่านและสามารถนำไปเป็นข้อคิด ที่นำไปบอกต่อก่อบุญ ร่วมกันนะคะ เรื่องที่นำมาลงชุดต่อไป meepole ตั้งชื่อเรื่องว่า "ข้ออธิษฐาน..บนทางธรรม"

ปีนี้ meepole ได้จัดทำหนังสือถวายเป็นพุทธบูชาจำนวน 3 เล่มไว้ให้พระอาจารย์แจกให้สาธุชนในโอกาสต่างๆกันทั้งปี (และหนังสือสวดมนต์เข้าพรรษา 1 เล่ม)  โดยมีคณะศิษย์ และผู้มีจิตเป็นกุศลร่วมสมทบทุนการพิมพ์ทุกรายการ โดยไม่ได้มีการเรี่ยไรใดๆ (ยกเว้นเล่มที่พิมพ์เพื่อเป็นที่ระลึกในการถวายกุฎิสงฆ์ 3 หลัง ที่พระอาจารย์เมตตาแนะนำว่าอย่าทำคนเดียวให้บอกบุญด้วย จึงได้บอกบุญเฉพาะในส่วนของหนังสือ ด้วยความเกรงใจจึงบอกเฉพาะที่สนิทกันมาก และรู้ว่ามีศรัทธาไม่ลำบากใจใดๆ ) และยังมีปัจจัยเหลือไว้สำหรับหนังสือเล่มต่อไปอีก ก็จะทำต่อไปอีกในปีนี้ ดังนั้นขอท่านทั้งหลายได้โปรดร่วมกล่าวอนุโมทนาบุญด้วยกันนะคะ ..สาธุค่ะ


 meepole ตั้งใจขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะมีโอกาสรวบรวม เรียบเรียง พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ข้อธรรมของพระภิกษุที่ท่านได้นำหลักธรรมมาขยายความ และข้อเขียนของฆราวาสผู้สนใจศึกษาในธรรม มารวบรวม เรียบเรียงเพื่อเผยแพร่ บอกต่อเพื่อให้ผู้ไม่เข้าใจได้เข้าใจ ผู้ที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ให้เข้าใจได้ถูกต้องและปฎิบัติถูกต้อง อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจ เกิดปัญญาในการประพฤติปฎิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และอานิสงส์ที่ meepole ได้รับคือ ค้นคว้ามาก อ่านมาก ก็รู้ตัวเองว่ายังมีอีกมากนักที่ไม่รู้ และทำให้ต้องสนใจศึกษาให้มากขึ้นๆต่อไป และช่วยขัดเกลานิสัยที่เคยใจร้อนให้เย็นลงมาก จิตไม่กระโดด (แก่วง) ขึ้น ลง ตามสิ่งเร้าภายนอกมากนัก หากแกว่งออกก็จะกลับมาเร็ว และที่สำคัญคือมีความสุขใจ ที่อ่านแล้วได้นำมาเขียนเผยแพร่และมีผู้เมตตาสนใจติดตาม ทั้งๆที่ meepole รู้ว่าหลายท่านที่เข้ามาติดตามในบล็อกนี้ของ meepole มีความรู้ในหลักธรรม และมีการปฎิบัติที่มากกว่า meepole มากนัก แต่ก็เข้ามาให้กำลังใจกันเป็นประจำทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และติดตามให้กำลังใจในความตั้งใจของ meepole ต่อไปด้วยนะคะ

ข้อความในปกหลังของหนังสือเข้าใจในบุญ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
จาก....ภัทเทกรัตตสูตร
"บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง

ส่วนบุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบัน
ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ
บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง

บุคคลควรทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ
ใครเล่าจะรู้ว่าความตายจักมีในวันพรุ่งนี้
เพราะว่าความผลัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนามากนั้น
ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย”

Wednesday, 4 January 2012

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ (13 จบชุด)

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วของการปฎิบัติที่ก่อให้เกิดบุญ และเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวก่อให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ นั่นคือ

การทำความเห็นให้ตรงให้เกิดบุญ

หลวงพ่อลาก



การทำความเห็นให้ตรง ทิฏฐุชุกัมม์ ได้จะต้องมี สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือเห็นตรงตามทำนองคลองธรรม ให้ถูกต้อง ความเห็นถูกต้องนี้ต้องทำกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร ควรพิจารณาตรวจสอบกิจกรรมทุกอย่างว่า เราทำด้วยความรู้เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า ไม่ทำอย่างงมงายต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องประกอบอยู จัดเป็นบุญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

ส่วนการเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว บาปบุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ตายแล้วสูญ เป็นต้น เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นอกุศลกรรมบถ จัดเป็นบาป แม้ไม่ได้ทำชั่วด้วยกาย หรือวาจา แต่ถ้ามีความคิดเห็นเช่นนี้ก็จัดเป็นบาป และบาปมากถึงขั้นห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว เพราะจิตตั้งไว้ผิดหลงทางเสียแล้ว จึงไม่ยอมทำความดี มีแต่จะทำความชั่ว

ส่วนการทำความเห็นให้ตรง เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น แม้ผู้นั้นยังไม่ทำดีด้วยกาย หรือว่าไม่ทำดีด้วยกาย หรือวาจา เป็นเพียงแต่เห็นถูก เห็นตรงเท่านั้น ก็จัดเป็นบุญ และเป็นบุญที่ครอบคลุมบุญอื่นทั้งหมด เพราะเมื่อคนเราเห็นถูก เห็นตรง เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ย่อมทำบุญประเภทอื่น ๆ ด้วยความสนิทใจ เชื่อมั่น และตั้งใจทำ


 สัมมาทิฏฐิ 10 คือ มีความเห็นตรง เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงใน 10 เรื่อง โดยเห็นว่า
ผู้ใดมีความเห็นชอบ เห็นตรง ทั้ง 10 อย่างนี้ ชื่อว่าทำความเห็นให้ตรง เป็นสัมมาทิฐิ ถ้าเห็นตรงกันข้ามก็เป็นมิจฉาทิฐิ

1. การให้ทานมีผล
2. การบูชามีผล
3. การต้อนรับแขกด้วยของต้อนรับมีผล
4. ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี
5. โลกนี้มี (คือสัตว์จากโลกอื่นมาเกิดในโลกนี้มี)
6. โลกอื่นมี (คือสัตว์จากโลกนี้ไปเกิดในโลกอื่นมี)
7. มารดามีคุณ
8. บิดามีคุณ
9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ (เช่น เทวดาและเปรต) มี
10. สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติชอบ ทราบชัดถึงโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาได้เอง และสามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย มี (คือ พระอรหันต์มี)
  
จิตที่ตั้งไว้ถูกทางนั้น ย่อมนำความสุขความเจริญมาให้แก่เจ้าของได้มาก ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า
น ตํ มาตา ปิตา กยิรา       อญฺญเฌ วาปิจ ญาตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ       เสยฺยโส นํ ตโต กเร.

จิตที่ตั้งไว้ชอบ ย่อมทำบุคคลนั้นให้ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งที่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องอื่นทำให้เสียอีก

ดังนั้นการทำบุญในพระพุทธศาสนามีเพียง 10 ประการดังกล่าวมา ไม่ได้นอกเหนือไปกว่านี้เลย ใครจะเลือกทำอย่างไหนก็ทำได้ตามกำลังและความสามารถของตน แม้คนไม่มีเงินทองเลย เป็นคนยากจนก็สามารถทำบุญได้ ถ้าหากผู้นั้นประสงค์จะบำเพ็ญบุญจริง ๆ เพราะบุญไม่ใช่เพียงให้ทานอย่างเดียว ยังมีอีกถึง 9 อย่างที่ไม่ต้องใช้เงินทอง และมีอยู่หลายอย่างที่มีผลมากกว่าทาน
บุญของเรานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะแค่พระสงฆ์ที่เราถวายเท่านั้น แต่บุญไปถึงพระศาสนาทั้งหมด เมื่อพระศาสนาอยู่ได้ ธรรมก็อยู่ได้ แล้วธรรมก็เผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เมื่อประชาชนได้รู้เข้าใจประพฤติปฏิบัติธรรม สังคมก็ร่มเย็นเป็นสุข
เวลาทำบุญ เราสามารถทำทั้ง 3 อย่างพร้อมกันอย่างที่กล่าวแล้ว อย่าให้ได้แต่ทานอย่างเดียว ต้องให้ได้ศีล ได้ภาวนาด้วยพร้อมกันหมด เราจึงจะพูดได้เต็มปากว่า “ทำบุญ” มิฉะนั้นเราก็ได้แค่ส่วนหนึ่งของบุญคือทานเท่านั้น

บุญทุกประเภทเป็นตัวนำสุขมาให้ ทั้งโจรจะลักขโมยไปก็ไม่ได้ แต่สามารถนำติดตัวไปได้ด้วยแม้เมื่อตายไปแล้ว ไม่เหมือนทรัพย์สมบัติ ที่เมื่อตายแล้วก็ทิ้งไว้หมดสิ้นแม้แต่รูปร่างกาย ดังคำกลอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีที่ว่า
"มีเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า  เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้าไปเจ้าจะเอาอะไร  เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา"

บุญย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม  ตราบเฒ่าชรา
ดอกสาละ


Saturday, 31 December 2011

การภาวนาให้เกิดบุญ (12)

การภาวนาก่อให้เกิดบุญ
 
 ภาวนา เป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา หมายถึง การอบรมจิต หรือ การพัฒนาจิต โดยทำจิตให้มีค่าสูง ได้แก่ ทำจิตให้สะอาด สงบ สว่าง
“ภาวนา” แปลว่า การทำให้มีขึ้น ทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ ขั้นสมาธิและปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติไว้ 2 ประการ คือ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
สมถภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นสมาธิ คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ จนตั้งมั่นเป็นสมาธิ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญ สมถภาวนา
วิปัสสนาภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นปัญญา คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้งใน สภาพธรรมที่เป็นจริงตามสภาพของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สำหรับการเจริญภาวนาในขั้นบุญกิริยาวัตถุนี้ โดยทั่วไปท่านหมายเอาเพียง มหากุศลธรรมดา แต่หากใครได้ศึกษาให้มีความเข้าใจ ก่อนลงมือปฏิบัติ แล้วพากเพียรปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามแนวทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ ก็สามารถเป็นบันไดให้ก้าวไปถึงฌาน หรือมรรคผลได้
sil5.net  การเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติกรรมฐานนี้ได้บุญกุศลมากกว่าการให้ทาน และการรักษาศีล โดยทานมีผลน้อยกว่าศีล ศีลมีผลน้อยกว่าสมาธิ สมาธิมีผลน้อยกว่าปัญญา ปัญญามีผลมากที่สุด เพราะสามารถนำไปสู่การตัดกิเลส เข้าสู่พระนิพพาน เข้าถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นพุทธมามกะ นอกจากการทำบุญ รักษาศีลแล้ว
ควรหาโอกาสปฎิบัติภาวนาด้วย

Thursday, 1 December 2011

อนุโมทนาอย่างไรให้เกิดบุญ (9/1)



การอนุโมทนาให้เกิดบุญ

หลายๆคนจะสงสัยเราว่า เวลาที่เราเห็นคนทำบุญ หรือเวลาที่มีคนมาเล่าให้เราฟังว่าไปทำบุญมาแล้วให้ “สาธุ”กับเขา เราก็จะได้บุญด้วย ข้อสงสัยที่มักจะเกิดขึ้นในหลายๆคนก็คือ  เราจะได้บุญจริงหรือ??
ลองมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจ และอนุโมทนาแล้วเกิดบุญจริงๆ จะได้บอกต่อๆกันให้เกิดกุศลทั่วกัน

ทำไมการอนุโมทนาก่อให้เกิดบุญ

อนุโมทนา แปลว่า ความยินดีตาม ความพลอยยินดี หมายถึงการแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ
การโมทนาบุญจึงเป็น "มากกว่า" การได้บุญร่วมกับคนอื่น และไม่ใช่เป็นการ “เกาะบุญ”ของใครเพราะบุญที่เราได้รับนั้น เกิดจากจิตใจ "อันดีงาม อันบริสุทธ์" ของตัวเราเองล้วนๆ

ในพระอรรถกถา เล่ม 75 หน้า 427 ได้กล่าวถึงการกระทำที่เป็นบุญพื้นฐาน มีอยู่ 10 อย่าง ที่เรียกรวมกันว่า "บุญกิริยาวัตถุ 10" ซึ่งหนึ่งใน 10 ข้อนี้ชื่อว่า "ปัตตานุโมทนามัย"  ซึ่งหมายถึง การโมทนาบุญหรือการยินดีในความดีของผู้อื่น หมายถึงเวลาที่เราเห็นผู้อื่นทำความดีหรือทำบุญ หรือได้ดีมีความสุข เราก็ยินดีไปกับเขาด้วย การที่ใจมีความรู้สึกยินดีต่อความดีของผู้อื่นแบบนี้ตัวเราเองก็จะได้บุญด้วย บุญแบบนี้จะเกิดจาก "เจตนา" ของจิตใจที่ตั้งอยู่บนฐานของความ "ยินดี" จิตเป็น"กุศล" เกิดขึ้นเราก็จะได้บุญ

ทำไมจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้น เราจึงได้บุญ

อ้างจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อ 334 ที่กล่าวว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ”
คำว่า “เจตนา” แปลได้ง่ายๆก็คือ ความตั้งใจ การกระทำที่ไม่มีความตั้งใจจะไม่ถือว่าเป็นกรรม เมื่อไม่เป็นกรรมก็จะไม่มีบุญหรือบาป ที่สำคัญคือ คำว่า "กรรม" ไม่ได้หมายถึงการกระทำทางกายเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ หากกระทำทางใดทางหนึ่งหรือทั้ง 3 ทางก็จะถือว่าเป็นกรรม จะมีบุญหรือบาปเกิดขึ้น
การที่มีจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเราได้บุญ เพราะเป็นการกระทำที่มี "เจตนาทางใจ" จึงถือว่าเป็นกรรม เมื่อเป็นกรรม"ดี" เราก็เลยได้"บุญ" นั่นเอง

การอนุโมทนาเราต้องกล่าวคำว่า "สาธุ" หรือไม่ กล่าวแล้วจะได้บุญ ไม่กล่าวไม่ได้บุญหรือไม่ ในตอนต่อไปค่ะ

Wednesday, 30 November 2011

การขวนขวายในกิจที่ชอบก่อให้เกิดบุญ (8)




การขวนขวายในกิจที่ชอบ คือ การช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อส่วนรวม จัดเป็นบุญประการหนึ่ง เช่น ช่วยเขาสร้างสะพาน สร้างถนน ขุดคลอง ขุดสระ ขุดบ่อน้ำ สร้างศาลา สร้างวัด สร้างโรงพยาบาล ปลูกต้นไม้ ทำถนนหนทางให้สะอาด ช่วยกวาดวัด  ล้างห้องน้ำ หรือช่วยงานบวชนาค งานกฐิน ช่วยงานทำบุญเลี้ยงพระ ช่วยนิมนต์พระ หรือช่วยขับรถรับส่งพระ หรือคนที่มาช่วยในงาน เป็นต้น ทั้งหมดนี้จัดเป็นบุญทั้งสิ้น  ยิ่งตอนนี้น้ำท่วมเริ่มลดแล้วความเสียหายทั้งของส่วนตัวและสาธารณะมีมากมาย ใครช่วยได้คนละไม้ละมือ ย่อมเกิดบุญทั้งสิ้นเ ช่น เก็บกวาดขยะ ช่วยขัดล้างวัด หรือสถานที่ต่างๆ โอกาสเช่นนี้ได้บุญมากเพราะทุกส่วนมีความเดือดร้อนมาก
 

 แม้การช่วยเหลือคนเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ สัตว์ที่อดอาหาร ก็เป็นบุญ แม้แต่ช่วยนำคนแก่ข้ามถนนให้ปลอดภัย และชี้ทางให้แก่คนหลงทางก็จัดเป็นเวยยาวัจจมัย อันจัดเป็นบุญทั้งสิ้น

ผลของบุญข้อนี้มีมาก เช่น ไปที่ใดก็จะได้รับความสะดวกได้รับความช่วยเหลือ ไม่ขัดข้องเดือดร้อน ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ มฆมาณพพร้อมด้วยเพื่อน 33 คน ที่สร้างถนน และสร้างศาลา เพื่อสาธารณประโยชน์แก่คนทั้งหลายแล้วไปเกิดในสรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท เป็นตัวอย่างของบุญข้อนี้

แต่ที่แน่นอนในชาตินี้ที่เห็นและรู้สึกได้คือ ทำแล้วสุขใจ สบายใจ ใจเกิดปีติทันทีที่เห็นสิ่งดีๆที่ได้ทำไป ความรู้สึกเช่นนั้นคือสวรรค์บนโลกมนุษย์แล้ว

ที่มาภาพ: komchadluek.net

Friday, 18 November 2011

การเจริญภาวนาให้เกิดบุญ (6)


ภาวนา เป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา หมายถึง การอบรมจิต หรือ การพัฒนาจิต คือ ทำจิตให้มีค่าสูง ได้แก่ ทำจิตให้สะอาด สงบ สว่าง
“ภาวนา” แปลว่า การทำให้มีขึ้น ทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ ขั้นสมาธิและปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติไว้ 2 ประการ คือ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา

สมถภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นสมาธิ คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ จนตั้งมั่นเป็นสมาธิ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญ สมถภาวนา
วิปัสสนาภาวนา เป็นหลักธรรมขั้นปัญญา คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้งใน สภาพธรรมที่เป็นจริงตามสภาพของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

สำหรับการเจริญภาวนาในขั้นบุญกิริยาวัตถุนี้ โดยทั่วไป ท่านหมายเอาเพียง มหากุศลธรรมดา แต่หากใครได้ศึกษาให้มีความเข้าใจ ก่อนลงมือปฏิบัติ แล้วพากเพียรปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามแนวทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ ก็สามารถเป็นบันไดให้ก้าวไปถึงฌาน หรือมรรคผลได้

การเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติกรรมฐานนี้ได้บุญกุศลมากกว่าการให้ทาน และการรักษาศีล โดยทาน มีผลน้อยกว่าศีล ศีลมีผลน้อยกว่าสมาธิ สมาธิมีผลน้อยกว่าปัญญา ปัญญามีผลมากที่สุด เพราะสามารถนำไปสู่การตัดกิเลส เข้าสู่พระนิพพาน เข้าถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นพุทธมามกะ นอกจากการทำบุญ รักษาศีลแล้ว ควรหาโอกาสปฎิบัติภาวนาด้วยค่ะ

Tuesday, 15 November 2011

รักษาศีลอย่างไรให้เกิดบุญ (5)


ศีล หมายถึง การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย
ศีล แปลได้ 3 อย่าง คือ
1. ศีล แปลว่า "ปกติ" คือทำกาย และวาจาให้เป็นปกติให้เรียบร้อย ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด
2. ศีล แปลว่า "เย็น" คือทำให้เยือกเย็น ทำให้เย็นกาย เย็นใจ ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะขาดศีล
3. ศีล แปลว่า "เกษม" คือปลอดภัย ทำให้เบากาย เบาใจ
ศีลมีหลายประเภท คือ
1. ศีล 5 หรือ ศีลกรรมบถ   สำหรับคนทั่วไป
2. ศีล 8 หรือ ศีลอุโบสถ   สำหรับอุบาสก อุบาสิกา
3. ศีล 10   สำหรับสามเณร
4. ศีล 227 หรือ ปาริสุทธิศีล 4   สำหรับพระภิกษุ
การรักษาศีลต้องมีเจตนาจึงจะมีศีลได้ ถ้าไม่มีเจตนาจะงดเว้นหรือจะรักษาศีลแล้ว แม้ผู้นั้นไม่ทำความชั่ว เช่น ไม่ฆ่าสัตว์หรือไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็ยังไม่มีศีล เหมือนเด็กที่นอนแบเบาะ แม้ไม่ทำชั่วก็ไม่ก็ไม่มีศีล เพราะไม่มีเจตนาจะงดเว้น หรือเหมือนอย่างวัวควาย แม้มันไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ก็ไม่มีศีล เพราะไม่มีเจตนาจะงดเว้น
ดังนั้นการที่จะมีศีลได้ก็ต้องมี วิรัติ คือมีเจตนาที่จะงดเว้นจากโทษนั้น ๆ


วิรัติ 3
วิรัติ แปลว่า การงดเว้น มี 3 อย่าง คือ
1. งดเว้นด้วยการสมาทาน ( สมาทานวิรัติ) หมายความว่า เราได้ตั้งใจไว้ก่อนว่า จะรักษาศีล ไม่ว่าจะเป็นการไปรับสมาทานศีลที่วัด เช่น สมาทานศีล 5 สมาทานศีล 8 หรือกล่าวเองที่บ้าน หรือคิดขึ้นมาในใจว่าเราจะรักษาศีลที่เรียกว่า เจตนาวิรัติ เป็นต้น เมื่อไปพบเหตุการณ์อันชวนให้ล่วงศีล ก็ไม่ล่วง เพราะถือว่า ตนได้สมาทานศีลไว้ จะล่วงก็เสียดายศีล กลัวศีลจะขาด การงดเว้นจากการล่วงศีล ด้วยคำนึงถึงศีลที่ตนได้สมาทานไว้ อย่างนี้ เรียกว่า สมาทานวิรัติ

2. งดเว้นด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเพาะหน้า (สัมปัตตวิรัติ)  เป็นเจตนางดเว้นซึ่งเกิดขึ้นในทันทีทันใด เป็นวิรัติของผู้ที่ไม่ตั้งใจจะรักษาศีลมาก่อน คือ คนบางคนไม่ตั้งใจว่าจะรักษาศีล แต่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจำเพาะหน้าอันอาจจะให้ล่วงศีลได้ แต่ไม่ยอมล่วงศีล เกิดงดเว้นขึ้นมาในขณะนั้น  เช่น มีโอกาสจะฆ่าสัตว์ หรือฆ่าคนได้ แต่ไม่ฆ่า หรือมีโอกาสจะลักของของคนอื่นได้แต่ไม่ลัก หรือมีโอกาสจะประพฤติผิดในกามได้ แต่ไม่ยอมประพฤติผิดในกาม โดยมาคำนึงว่า การกระทำเช่นนี้ไม่เหมาะไม่ควรแก่ฐานะ และสกุลของตนอย่างตนเอง จึงงดเว้นเสีย

3. งดเว้นได้เด็ดขาด (สมุจเฉทวิรัติ) เป็นวิรัติของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป คือ พระอริยบุคคลทุกจำพวกมีศีล 5 บริบูรณ์ที่สุด ท่านงดเว้นจากเวร 5 ได้เด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทาน หรือคอยพะวงรักษา เพราะท่านเห็นโทษของการประพฤติล่วงศีลอย่างแท้จริง แม้ใครจะมาบังคับให้ท่านประพฤติล่วงศีล 5 ท่านยอมตายเสียดีกว่าที่จะประพฤติล่วง การละความชั่วในขั้นนี้ของท่านจึงเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ละได้เด็ดขาด หรือเป็นสมุจเฉทวิรัติ คืองดเว้นได้เด็ดขาด

สรุปอานิสงส์ของศีล
ศีลมีอานิสงส์มาก เช่น ทำให้เป็นที่รักเป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย อยู่ในสังคมอย่างสงบสุข ไม่ก่อเวรก่อภัยต่อผู้ใด ทำให้เป็นคนสง่างาม มีผิวพรรณผ่องใส กล่าวโดยสรุปอานิสงส์ของศีล มี 3 อย่าง ดังคำพระบาลีบอกอานิสงส์ของศีลว่า
1. สีเลน สุคฺตึ ยนฺติ  บุคคลจะไปสู่สุคติได้ก็เพราะศีล
2. สีเลน โภคสมฺปทา  บุคคลจะได้โภคทรัพย์สมบัติได้ก็เพราะศีล
3. สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ  บุคคลจะดับทุกข์ความเดือดร้อนจนเข้าถึงพระนิพพานได้ก็เพราะศีล
ฉะนั้น ทุกคนจึงควรรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไว้ ก็จะรับอานิสงส์คือบุญอันกิดจากการรักษาศีลดังกล่าวแล้วในที่สุดได้

Monday, 7 November 2011

การทำบุญให้เกิดบุญ (3)


การทำบุญมีถึง 10 วิธี หรือเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นการทำบุญที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา โดยไม่ต้องใช้จ่ายเงินทอง  มีเวลามากหรือน้อย ไปวัดหรือไม่ไปวัด หากทำแล้วย่อมเกิดบุญได้ทั้งสิ้น

บุญกิริยาวัตถุ (อรรถกถา เล่มที่ 75 หน้า 427) หมายถึง การกระทำที่เป็นบุญ มีอยู่ 10 อย่าง

บุญกิริยาวัตถุ 10 (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, ทางทำความดี — bases of meritorious action) แบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดทาน หมวดศีล หมวดภาวนา
หมวดทาน
1. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของหรือช่วยเหลือ — meritorious action consisting in generosity; merit acquired by giving)

2. ปัตติทานมัย (ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดี อุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น— by sharing or giving out merit)
3. ปัตตานุโมทนามัย (ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น หรืออนุโมทนา— by rejoicing in others’ merit)
หมวดศีล
4. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี — by observing the precepts or moral behavior)
5. อปจายนมัย (ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้อื่น— by humility or reverence)
6. เวยยาวัจจมัย (ทำบุญด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจที่ชอบ — by rendering services)
หมวดภาวนา
7. ธัมมัสสวนมัย (ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ — by listening to the Doctrine or right teaching)
8. ธัมมเทสนามัย (ทำบุญด้วยการสั่งสอน เผยแผ่ธรรมให้ความรู้ — by teaching the Doctrine or showing truth)
9. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือ ฝึกอบรมจิตใจ — by mental development)

หมวดที่เข้าได้กับทุกหมวด
10.ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง — by straightening one’s views or forming correct views)

หลัก 10 อย่าง ที่เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุข้างต้นนี้ ถ้าเข้าใจอย่างถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็จะได้ทำบุญหรือสร้างความดีอย่างถูกต้อง ไม่งมงาย และได้ผลมาก ไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ภายใต้บวรพระพุทธศาสนา

เรื่องต่อจากนี้ meepole จะเริ่มด้วยเรื่อง  การทำทานอย่างไรให้เกิดบุญ ค่ะ  หากเราทำอะไรให้ถูกต้องย่อมเกิดผลที่ดี ที่สมบูรณ์ ค่ะ

อ้างอิง
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)  บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ 
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010076.htm

Tuesday, 11 October 2011

ลักษณะของบุญ (2)




บุญ คือ อะไร?

บุญ คือ สภาพที่ทำจิตใจให้สะอาดให้ผ่องใส  ดังนั้น ลักษณะของบุญในความหมายแรกนี้ จึงหมายถึงสภาพของจิตหรือคุณภาพของจิตที่ผ่องใส
อีกความหมายหนึ่ง บุญ หมายถึง ความสุขความเจริญ
อีกความหมายหนึ่ง บุญ หมายถึง การทำความดี ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
"พึงสั่งสมบุญ ทั้งหลาย อันจะนำความสุขมาให้"

ลักษณะของบุญในความหมายที่ ๓ นี้ หมายถึงการทำดี เช่น การให้ทาน การรักษาศีล เป็นต้น
ดังนั้น บุญ จึงมีลักษณะ 3 ประการ คือ

1
เมื่อว่าถึงเหตุของบุญ      บุญ ได้แก่ การทำความดี
2. เมื่อว่าถึงผลของบุญ       บุญ ได้แก่ ความสุขความเจริญ
3. เมื่อว่าถึงสภาพของจิต   บุญ ได้แก่ จิตใจที่ผ่องใสสะอาด

การเข้าใจเรื่องบุญจะต้องเข้าใจลักษณะของบุญทั้ง 3 ประการนี้ ถ้าเข้าใจเพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ถือว่ายังเข้าใจบุญไม่ตลอด เช่น

บางคนเข้าใจบุญเพียงแต่เหตุของบุญ เท่านั้น เช่น "คนนี้ทำบุญด้วยการให้ทาน ส่วนคนโน้นทำบุญด้วยการรักษาศีล" 

บางคนเข้าใจบุญเพียงแต่ผลของบุญ เท่านั้น เช่น "คนนั้นมีความสุข เพราะเขามีบุญ"  

บางคนเข้าใจบุญเพียงแต่สภาพของจิตที่ผ่องใสเท่านั้น เช่น "คนนั้นจิตใจของเขาสะอาด มีเมตตากรุณา เพราะเขาเป็นคนใจบุญ"

เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจเรื่องบุญในพระพุทธศาสนา เราจะต้องเข้าใจถึงลักษณะของบุญทั้ง 3ประการดังกล่าวแล้ว จึงจะชื่อว่าเข้าใจบุญได้ทั้งหมดและถูกต้อง


เรื่องต่อจากนี้ meepole จะรวบรวม เรียบเรียง ย่อยให้เข้าใจง่ายๆ เป็นตอนๆเพื่อว่าเราจะสามารถใช้อธิบายให้ผู้อื่นฟังและเข้าใจถูกต้องว่าจะทำบุญให้เกิดบุญอะไรได้บ้าง
ตอนหน้าจะเริ่มด้วยเรื่อง  การทำบุญที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาให้เกิดบุญ ค่ะ 

Sunday, 9 October 2011

มาเข้าใจเรื่องการทำบุญให้เกิดบุญ (1)


เหตุใดต้องเข้าใจเรื่อง “บุญ”

การทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนานั้น บางคนก็ทำถูก เพราะเข้าใจในการทำบุญและทำด้วยความมั่นใจเพราะเห็นว่าเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นความดี หรือเป็นกรรมดีจึงทำ
แต่บางคนไม่เข้าใจเรื่องบุญ หรือหลักการทำบุญ หรือเข้าใจเพียงบางส่วน เพราะไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ เมื่อผู้อื่นบอกให้ทำอย่างใดก็ทำอย่างนั้น หรือเห็นเขาทำก็ทำบ้าง แต่ไม่เข้าใจในเรื่องของบุญ หรือเข้าใจเพียงบางส่วน

บางคนก็ทำด้วยความงมงายและถูกหลอกลวง เพราะไม่รู้หลักการทำบุญที่ถูกต้อง พุทธศาสนิกชน ส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องการให้ทานมากกว่าการทำบุญอย่างอื่น และก็มีไม่น้อยที่ถูกหลอกลวง หรือให้ทานอย่างผิดหลักและได้ผลน้อย

ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง ในเรื่องการทำบุญในพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดบุญให้สมกับที่เป็นพุทธศาสนิกชน


การสั่งสมบุญ

ถ้าพูดถึงเรื่องการทำบุญ หลายท่านอาจนึกถึงการไปวัด การตักบาตรตอนเช้า ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ทำสังฆทาน งานกฐิน งานผ้าป่า  เป็นต้น
บางคนอาจคิดว่า การทำบุญเป็นเรื่องไกลตัว เพราะทุกวันนี้ชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว ต้องทำงานทุกวัน ไม่มีเวลาไปทำบุญ
บางท่านอาจคิดว่า เงินจะกินยังไม่ค่อยจะพอ จะให้ไปทำบุญอีกได้อย่างไร…ฯลฯ หรือยังเข้าใจไปอีกว่ามีน้อย ทำน้อย ได้บุญน้อย ไม่ทำดีกว่า หรือรอให้ตอนมีเงินมากๆแล้วค่อยทำ

เหล่านี้....ล้วนเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง !

ในทางพระพุทธศาสนาในคาถาธรรมบท ได้กล่าวว่า

"ไม่ควรประมาทในบุญเล็กๆ น้อยๆ ว่ายังไม่ควรทำ เพราะแม้บุญเล็กน้อยนั้น ถ้าได้สั่งสมบ่อยๆ ก็ยังมีผลให้เกิดความสุข เหมือนหม้อน้ำที่เปิดปากไว้ แม้น้ำหยดลงทีละหยด ก็สามารถเต็มหม้อน้ำนั้นได้ ฉันใด
บุญเล็กบุญน้อย ที่บุคคลทำบ่อยๆ ก็ย่อมจะพอกพูนให้เต็มเปี่ยมได้ เหมือนหยดน้ำที่หยดลงมาจนเต็มหม้อน้ำ ฉันนั้นแล"

ฉะนั้นขอให้ทุกคนสั่งสมแต่ความดี คือ บุญ เพราะการสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

"ปุญฺญานิ  กยิราถ  สุขาวหานิ."
"บุคคลพึงทำบุญทั้งหลายไว้เถิด ซึ่งจะนำสุขมาให้"

 

ยังไม่จบ มีต่อเรื่อง ลักษณะของบุญ ตอนต่อไปค่ะ