Showing posts with label พุทธทาสภิกขุ. Show all posts
Showing posts with label พุทธทาสภิกขุ. Show all posts

Saturday, 13 October 2012

กินปลา โดยไม่ถูกก้าง


 meepole คิดว่าคำสอนและคำอธิบายของท่านพุทธทาสในส่วนนี้สามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาของผู้ที่อาจมีความเข้าใจไม่ถูกต้องของผู้ที่คิดหรือต้องการจะปฏิบัติธรรม แต่มีมิจฉาทิฎฐิบางประการเป็นอุปสรรคอยู่ แม้แต่การเข้ใจผิดต่อภิกษุสงฆ์ก็ดี หวังว่าข้อความเหล่านี้คงช่วยให้ท่านทั้งหลายเกิดดวงตาที่รู้แจ้งและบอกต่อ ก่อบุญนะคะ :)

 

“.....ยังมีความเข้าใจผิด อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำคนให้เข้าใจพุทธศาสนาผิด จนถึงกับไม่สนใจพุทธศาสนา หรือ สนใจอย่างเสียไม่ได้ ข้อนี้คือ ......ความเข้าใจที่ว่า พุทธศาสนามีไว้สำหรับ คนที่เบื่อโลกแล้ว หรือ เหมาะแก่บุคคลที่ละจากสังคม ไปอยู่ตามป่า ตามเขา ไม่เอาอะไรอย่างชาวโลกๆ อีก ข้อนี้ มีผลทำให้คนเกิดกลัวขึ้น ๒ อย่าง คือ
  •  กลัวว่า จะต้องสลัดสิ่งสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ในโลกโดยสิ้นเชิง         
  •  กลัวความลำบาก เนื่องจาก การที่จะต้องไปอยู่ในป่า อย่างฤษี
 
 ส่วนคนที่ไม่กลัวนั้น ก็กลับมีความยึดถือบางอย่าง มากขึ้นไปอีก คือ ยึดถือการอยู่ป่า ว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สำหรับผู้จะปฏิบัติธรรมจะมีความสำเร็จก็เพราะออกไปทำกันในป่าเท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติธรรมะเพราะโดยปกติคนย่อมติดอยู่ในรสของกามคุณ ในบ้านในเรือน หรือการเป็นอยู่อย่างโลกๆ พอได้ยินว่าจะต้องสละสิ่งเหล่านี้ไป ก็รู้สึกมีอาการเหมือนกับจะพลัดตกลงไปในเหวลึก และมืดมิด มีทั้งความเสียดาย และความกลัวอยู่ในใจ จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์ จากพุทธศาสนา เพราะมีความต่อต้านอยู่ในจิตใจ หรือมีความรู้สึกหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว

เมื่อคนคิดกันว่า จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาไม่ได้ ถ้าไม่ไปอยู่ในป่า จึงมีแต่เพียงการสอน และการเรียนเพื่อประโยชน์แก่อาชีพ หรือ เพื่อผลทางวัตถุไป จะสอน หรือจะเรียนกันสักเท่าไรๆ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้ พุทธศาสนาจึงหมดโอกาสที่จะทำประโยชน์แก่ บุคคลผู้ครองเรือนได้เต็มตามที่พุทธศาสนาอันแท้จริงจะมีให้

พุทธศาสนาไม่ได้มีหลักเช่นนั้น การที่มีคำกล่าวถึงภิกษุอยู่ในป่า การสรรเสริญประโยชน์ของป่า หรือแนะให้ไปทำกรรมฐานตามป่านั้น มิได้หมายความว่าจะต้องไปทนทรมานอยู่ในป่าอย่างเดียว แต่หมายเพียงว่า ป่าเป็นแหล่งว่างจากการรบกวน ป่าย่อมอำนวยความสะดวก และส่งเสริมการกระทำทางจิตใจ ถ้าใครสามารถหาสถานที่อื่นซึ่งมิใช่ป่า แต่อำนวยประโยชน์อย่างเดียวกัน ได้แล้วก็ใช้ได้

แม้ภิกษุในพุทธศาสนา ก็ยังเกี่ยวข้องอยู่กับชาวบ้าน มิใช่อยู่ป่าชนิดไม่พบใครเลยจนตลอดชีวิต เพราะจะต้องช่วยเหลือชาวบ้าน ให้อยู่ในโลกได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ถ้าจะพูดโดยสำนวนอุปมา ก็กล่าวได้ว่า "ให้รู้จักกินปลา โดยไม่ถูกก้าง" พุทธศาสนามีประโยชน์แก่โลกโดยตรง ก็คือ ช่วยให้ชาวโลกไม่ต้องถูกก้างของโลกทิ่มตำ ภิกษุสงฆ์ทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ก็เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่กับโลกตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน หรือศึกษาโลกพร้อมกันไปในตัว จนกระทั่งรู้แจ้งโลก ซึ่งเรียกกันว่า "โลกวิทู" จนสามารถขจัดความทุกข์ ทางโลกๆ ออกไปได้ และต้องการให้ ทุกคนเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ให้หนีโลก หรือพ่ายแพ้แก่โลก แต่ให้มีชีวิตอยู่ในโลก อย่างมีชัยชนะ อยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้น การที่ใครๆจะมากล่าวว่า ถ้าจะปฏิบัติธรรมะแล้ว ต้องทิ้งบ้านเรือน เปิดหนีเข้าป่า ก็เป็นการกล่าวตู่พุทธศาสนา ด้วยคำเท็จอย่างยิ่ง เพราะสถานที่ใดที่มีการพิจารณาธรรมะได้ ที่นั้นก็มีการศึกษา และปฏิบัติธรรมะได้ พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนกลัว หรือหลบหลีกสิ่งต่างๆในโลก และไม่ได้สอนให้ มัวเมาในสิ่งเหล่านั้น แต่สอนให้รู้จักวิธีที่จะทำตัวให้มีอำนาจ อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า จะเป็นใครก็ตามย่อมสามารถใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือให้ตนอยู่ในโลกได้ โดยไม่ถูกก้างของโลกทิ่มแทง
หมู่นกจ้อง มองเท่าใด ไม่เห็นฟ้า
ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส
ไส้เดือนมอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป
หนอนก็ไม่ มองเห็นคูต ที่ดูดกิน
 
คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก
ต้องทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน
ส่วนชาวพุทธ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล
เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย
ที่มา: จาก หนังสือ ตัวกู-ของกู พุทธทาสภิกขุ ฉบับย่อ

Monday, 20 June 2011

เสียดายโอกาส

เสียดายโอกาส


ได้โอกาสเกิดเป็นมนุษย์นั้น โชคดีแท้ 
แต่ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักพอ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องบุญ-บาปหรือไม่
แต่สิ่งที่ทำไปนั้น ล้วนก่อเกิดทุกข์ทั้งสิ้น เท่ากับตัดเส้นทางบุญคือความดีไปแล้ว
น่าเสียดายโอกาสนั้นจริงๆ
meepole




ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาส ที่ว่าไว้ดังนี้
I’m happily at peace because I don’t want anything
สุขสันต์เพราะฉันไม่ได้เอาอะไรมา

At birth, I didn’t bring anything, so no suffering.
But once born, I learnt how to take all kinds of things and thus have suffered.
เกิดไม่ได้เอาอะไรมาเลยไม่ทุกข์ แต่เกิดมาแล้วจึงรู้จักเอาอะไร แล้วก็เป็นทุกข์

หากเรารู้อย่างนี้แล้ว และอยากลดทุกข์ให้น้อยลง ก็ลดการยึดติด ความเป็นของฉัน ความกังวล ให้น้อยลง วางที่แบกไว้ ยึดติดไว้ ได้หมดเมื่อใด ก็สบายเมื่อนั้น

Saturday, 18 June 2011

When Opinions Conflict


 by Buddhadasa Bhikkhu




Between oneself and others, or even among ones own opinions, there are always two sides.

The best approach is to choose the way that is or must be truly beneficial for all.There's no need for anyone to be wrong or right, loser or winner.

If we insist on talking in terms of who is right, there won't be even a smidgen of Buddhist left, because of the power of    " me " & "mine".



Thursday, 16 June 2011

ทำงานด้วยจิตว่าง

ส่วนหนึ่งที่ได้จากการฝึกอบรมพระนักเทศน์ทั่วภาคใต้ (2)
ทำงานด้วยจิตว่าง



 งานอบรมการจัดอบรมพระนักเทศน์ทั่วภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเจ้าคณะภาค 16 เป็นประธานการจัดงาน ก็เสร็จสิ้นผ่านไปอีกครั้ง ในงานครั้งนี้ก็มีทั้งฆราวาสและบรรพชิตมาช่วยงานกันมาก โดยเฉพาะภัตตาหารทุกมื้อ ปานะ เพียบพร้อม ต้องบอกว่าเหลือเฟือ เห็นแล้วปลื้มใจแทนเจ้าคณะภาค 16 และคณะทำงาน งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี จะมีพระนักเทศน์ฝีปากกล้าคารมธรรมคมคายเพิ่มประดับวงการสงฆ์อีกหลายสิบรูป บางรูปก็คงกลับไปฝึกฝนต่อเพิ่มขึ้น ปีหน้าก็จะมีการจัดอบรมเช่นนี้อีก (เป็นครั้งที่ 5)

 ในวันที่สามของการจัดอบรม พระราชปฏิภาณมุนี (ท่านเจ้าคุณบุญมา) วัดประยูรวงศาวาส ได้มาบรรยายถวายความรู้แด่พระสงฆ์ ตอนหนึ่งที่ท่านพูดถึงคือ คำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่สอนให้เรา ทำงานด้วยจิตว่าง คนส่วนใหญ่เคยได้ยินคำกล่าวนี้มาแล้ว บางคนได้ยินแล้วได้คิด บางคนอาจแค่ได้ยินแล้วผ่าน บางคนได้ยินแต่ไม่เข้าใจ บางคนเข้าใจแล้วปฏิบัติตาม แล้วคุณอยู่ในประเภทไหนเอ่ย ?? 


เผื่อใครที่ยังอาจสับสนอยู่ว่าจะทำงานด้วยจิตว่าง ทำได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือ? ถ้าเราเข้าใจให้ถูกต้องก็ทำได้ไม่ยากเลย


อยู่ที่ว่า  ทำงานด้วยจิตว่างนั้น  จิตว่างจากอะไร ตรงนี้คือ การว่างจากการยึดติด ว่างจากการหวังเกียรติยศ หน้าตา ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่นใดที่นอกจากผลของงานนั้น

ดังนั้นถ้าเราทำงานเพื่อผลของงาน เพื่อความสำเร็จของงาน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม องค์กร หน่วยงาน ไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตน ก็เป็นการทำงานด้วยจิตว่าง  ทำแล้วต้องบอกว่าเกิดสุขทุกสถาน ผลของงานที่ได้เกิดประโยชน์ เป็นการฝึกจิต ขัดเกลาตัวเอง จิตผู้ทำจะรู้สึกเป็นสุข เกิดปิติขึ้นเอง   นี่เป็นผลที่ได้จากการทำงานด้วยจิตว่างอย่างแท้จริง ลองทำดูนะคะ