Showing posts with label ความสุข. Show all posts
Showing posts with label ความสุข. Show all posts

Monday, 12 December 2011

คิดให้เป็น..สุขที่แท้


เมื่อวานต้องเดินทางเข้าป่าไปเยี่ยมคารวะพระอาจารย์รูปหนึ่ง ระยะทางพอประมาณแต่เส้นทางไม่ต้องพูดถึงมีให้หวาดเสียวลงน้ำที่เชี่ยวกราก สามช่วงใหญ่ๆเพราะทางขาดยังจัดการไม่เรียบร้อย ลัดเลาะไปตามรอยที่ทำไว้ให้ เลยจะติดหนังสือไปอ่านตอนเดินทางเสมอ คราวนี้หนังสือที่ติดไปชื่อ วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) พิมพ์ครั้งที่ 10 (2551) ตอนนี้คงพิมพ์เพิ่มแล้ว ต้องขอบอกว่าอ่านแล้วต้องย้อนอ่านซ้ำ อ่านแล้วคิด meepole จะเป็นคนที่อ่านหนังสือเร็วมาก รู้ตัวดี บางเล่มอ่านไป scan เอาแต่เนื้อแยกน้ำและกากออก เก็บเข้าคลังสมอง ยิ่งหนังสือขนาดเพียง 150 หน้า อ่านไม่ถึงชั่วโมงจบเล่มแน่นอนแถมมีพักสายตาได้ด้วย แต่หนังสือเล่มนี้สองชั่วโมง อ่านได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม เพราะมีแต่เนื้อล้วนๆ ต้องอ่านแล้วทำความเข้าใจ (ไม่ได้ยากมาก แต่อยากอ่านไปจำไป คิดไป) อ่านวางไม่ลงก็ถึงที่หมายก่อน ขากลับพยายามอ่านได้เล็กน้อยเพราะค่ำแล้วอ่านไม่เห็น เลยตั้งใจว่าจะมาเขียน เพียงแค่เกริ่นเพื่อให้ท่านผู้สนใจหาอ่าน กันตามอัธยาศัยและเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต

หนังสือเล่มนี้อธิบายวิธีคิดแบบต่างๆ ตามหลักพุทธธรรม (โยนิโสมนสิการ) เพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เพียงแค่ปกหลังที่เขียนเกริ่นว่า


"คนเรานี้จะมีความสุขอย่างแท้จริง ต้องดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง จะต้องปฎิบัติถูกต้องต่อตนเอง และต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางสังคม ทางธรรมชาติ และทางวัตถุโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยี 

คนที่รู้จักดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ย่อมมีชีวิตที่ดีงาม และมีความสุขที่แท้ ซึ่งหมายถึง การมีความสุขที่เอื้อต่อการเกิดมีความสุขของผู้อื่นด้วย"
ข้อความเพียงแค่นี้ หากทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ คิดให้เป็น แล้วปฎิบัติ ก็จะประสบพบความสุขที่สงบ

ปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นทุกข์ ขาดสุข ไม่มีสงบ เพราะส่วนมากคิดไม่เป็น ไม่แก้ปัญหาให้ตรงจุด แต่กลบปัญหาไว้ชั่วคราว หากรู้จักคิดโดยมีสติและใช้ปัญญา โดยใช้ โยนิโสมนสิการ พูดย่อ คือ คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ ติดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล (เร้าคุณธรรม คือคิดเป็นประโยชน์) แค่นี้ทุกข์ก็ลด ปัญญาจะเกิด สติกลับมา ปัญหาใหญ่แค่ไหนก็แก้ได้

การคิดแต่ละแบบ รายละเอียดมีในหนังสือเล่มนี้ อยากให้ทุกท่านมีโอกาสได้อ่านจริงๆค่ะ  แล้วจะไม่ยอมใช้ positive thinking คิดบวก หลอกตัวเอง และผู้อื่นไปวันๆ โดยไม่เข้าถึงการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงอีก เพราะเป็นเพียงการกลบปัญหาชั่วคราวขณะหนึ่งเท่านั้น   หามาอ่านกันนะคะ :)

Tuesday, 8 November 2011

สุดท้ายแล้วเหลืออะไร "จอมนางชิงบัลลังก์"


ตอนนี้ meepole ติดตาม series เกาหลี "ศึกชิงบัลลังก์จอมนาง" มาเป็นระยะๆ ดูแล้วก็เหมือนกันทุกชาติเพราะความเป็น "คน" ที่ทะเยอทะยาน เห็นแก่ผลประโยชน์ตัวและพวกพ้องมากเกินพอดี ทำและวางแผนทุกอย่างเพื่อให้ได้อำนาจ เงินทอง เพื่อจุดประสงค์เดียวคือการมีชีวิตที่ดีของตัวและพวกพ้อง และอยู่เหนือผู้คน แม้ว่าจะต้องเหยียบย่ำไปบนท่ามกลางความสูญเสียของอะไรก็ไม่สนใจ แต่ลืมมองไปว่าระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา และระหว่างที่กำลังเดินไปนั้นเคยมีความสุข ความสงบ นอนหลับสบาย หรือไม่ แม้สุดท้ายอาจได้สิ่งที่ต้องการแต่ก็บั้นปลายชีวิตที่ไกล้ฝั่งเต็มทีแทบไม่ได้เสวยสุขที่พยายามมา  หรือไม่ก็ไม่สำเร็จจุดจบคือความสูญเสีย ความทรมาณ หรือความตาย  แต่ก็แปลก ภาพยนต์แบบนี้มีในทุกชาติภาษา ดูแล้วดูอีก ผ่านไปเรื่องแล้วเรื่องเล่า ไม่รู้เหมือนกันว่า คนที่ดู ได้บทเรียนไว้สอนตนและคนรอบข้างบ้างหรือไม่ หากใครติดตามเรื่องนี้ จะได้ข้อคิดหลายช่วงเลยทีเดียว
คำพูดนี้น่าตรองดู

ช่างทำรองเท้าเตือนสตินานจองว่า "เมื่อปีนเขาก็จะนึกถึงยอดเขาจนลืมถนนที่เดินผ่านมา ขอเพียงกำจัดความทะเยอทะยานและความเคียดแค้นลงได้ก็จะมีความสุขไปชั่วชีวิต"  แต่นานจองกลับบอกช่างทำรองเท้า ว่า "นางไม่คิดถึงทางลงเขา คิดเพียงปีนถึงยอดเขาเท่านั้น"

นานจอง เป็นตัวเอกของเรื่องเลยทีเดียว สวย ฉลาดล้ำลึก ทะเยอทะยาน ใจกล้าและเด็ดเดี่ยวมาก ทุกอย่างเธอจะนั่งใคร่ครวญ ตริตรอง วางแผนด้วยตัวเอง  สุดท้ายของชีวิตที่ไม่เคยเชื่อคำเตือนใดๆของใครทั้งสิ้น นอกจากนานจองจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังสูญเสียหลายสิ่งที่ดีในชีวิตไป และจุดจบคือฆ่าตัวตาย สิ่งที่พยายามทำมาทั้งชีวิต นอกจากไม่ได้อะไร เธอยังไม่เหลืออะไรอีก กระทั่งยังไม่เคยได้มีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริงเลยในตลอดเวลาที่ผ่านมา สำหรับ meepole แล้ว เธอช่างโง่จริงๆ!

Monday, 1 August 2011

หยุดหาสุข...ได้แล้วจ๊ะ

หยุดหาสุข..ได้แล้วจ๊ะ


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา meepole ได้ดูภาพยนตร์ซีรีย์ เรื่องเจ้าหญิงอัตสึ ที่ติดตาม มาหลายเดือน ตอนนี้ก็อวสานแล้ว เรื่องนี้มีคำพูดสะท้อนความคิดและวัฒนธรรม  แม้กระทั่งการเรียนรู้ชีวิตจากการดำเนินเรื่องแบบเงียบๆ soft approach แบบญี่ปุ่น  ตอนนี้เป็นตอนที่คัตสึ นายพลเรือคนเก่าแก่มาเยี่ยมเยือนอัตสึในวัยกลางคนที่อยู่อย่างเงียบๆ แล้ว ก็เลยถามทุกข์ สุข เจ้าหญิงอัตสึ ผู้ผ่านชีวิตมาในท่ามกลางมรสุมทุกรูปแบบก็ตอบว่า
"ความสุขของคนเรา ไม่ใช่เพราะ มีทรัพย์สิน ตำแหน่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง...
แต่เป็นความรู้สึกในอก อกอุ่นจากการมีเพื่อนที่รู้ใจ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว"

meepole เคยอ่านบทความ ข้อเขียนจากหลายๆที่ ที่มักจะเขียนหรือตั้งคำถามกันเสมอว่า ความสุข คืออะไร  เป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงสุข  ก็จะได้คำตอบที่หลากหลายแล้วแต่คนเขียนเหล่านั้น ไปสืบเสาะ อ่าน หรือเอาแนวทางจากที่ใดๆมาเขียน และจะมีส่วนน้อยที่จะได้บรรยายความสุขที่ตนเอามาเขียนนั้นที่ได้มาจากการปฏิบัติตนและเกิดสุขเช่นนั้นด้วยตัวเองมาแล้ว  เปรียบเหมือนกับพิธีกรรายการอาหาร ที่เชิญเซฟมือโปรมาปรุงอาหาร แล้วก็พูดบรรยายไปเรื่อยๆ เช่น เติมโน่นนี่ กลิ่นหอมมากๆ ดูสวยน่าทาน ฯ แล้วสุดท้ายเขาอาจได้ชิม หรือไม่ก็ตาม  บางครั้งยังไม่รู้รสเลย แต่จะจบด้วยคำว่า อร่อยจริงๆครับ/ค่ะ .ผู้ชมในบ้านที่ดูแล้วสนใจหากอยากจะอร่อยเช่นนั้นจริงๆก็จะมีสองทางคือ ทำเองที่บ้านตามวิธีนั้น หรือ ไปทานที่ร้านนั่น  ส่วนบางคนได้แต่ตั้งใจว่าวันหนึ่งหากมีเวลาจะทำ หรือ จะไปร้านนั้นให้ได้เพื่อลิ้มรสความอร่อย   ดังนั้นจากการดูรายการทำให้ทุกคนรู้แล้วว่าทำอาหารนั้นได้อย่างไร หรือร้านที่อร่อยอยู่ที่ไหน แต่ยังไงๆก็ไม่ได้ลิ้มรสความอร่อยนั้น จริงๆแล้วความรู้สึกอร่อยนั้นก็เพียงได้จากพิธีกรบอกกล่าว ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเราก็ยังไม่รู้เพราะไม่ได้ลิ้มรสความอร่อยนั้นจริงๆ...

... ความรู้สึกอยากได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารเหล่านั้นเกิดจากการได้ยิน มองเห็น  และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ   แต่ไม่เคยได้รู้สึกจากการไปลิ้มลองเลยว่าที่เขาพูดว่าอร่อยแล้ว แล้วเรารู้สึกว่าน่าอร่อย แท้จริงมันมีรสชาติเป็นยังไง ??  มันก็เหมือนกับเรื่องของความสุข ที่ทุกคนแสวงหา อ่านจากที่ต่างๆ บางคนคิดว่าแบบนี้ล่ะสุขแล้ว ใช่เลย ! บางคนบอกว่านั่นเป็นสุขหยาบ ไม่จีรัง  บางคนต้องมีพิธีการมากมายกว่าจะได้สุขนั้นมา  แล้ววันหนึ่งก็รู้ว่าที่แท้ยังอยู่กับทุกข์มาตลอด ... ดังนั้นเหมือนกับที่เราได้ดูรายการอาหาร รับรู้ว่าอร่อยเพราะเขาบอก รับรู้ว่าอะไรคือความสุข เพราะเขาเขียนไว้ แต่จะรู้สึกอร่อยด้วยตัวเอง ต้องได้รับประทานอาหารนั้นเอง หรือการเกิดสุข หรือ รู้สึกสุข ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง  หลายๆคนที่เป็นอยู่ในสังคมตอนนี้เหมือนการไขว่คว้าความสุขกลางอากาศ เมื่อมีอะไรมากระทบ โบกเบาๆสิ่งนั้นก็หายไป แต่หากเราได้พบกับเส้นทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้รับรู้ความสุข รู้สึกสุข สุขที่สงบ ปิติสุข  แม้ระดับพื้นฐาน แต่มันพอที่จะให้ชีวิตเราอยู่ได้อย่างไม่รู้สึกหนัก และไม่กระเทือนหากมีสิ่งมากระทบกระทั่ง จะเบาสบาย ในท่ามกลาง และอยู่อย่างไม่ร้อนรน และดำเนินชีวิตไปในเส้นทางที่พอเพียง เพียงพอที่จะให้กับส่วนรวม มากกว่าการแสวงหาใส่ตัวไม่จบสิ้น


 ดังนั้นหากใคร เคยอ่าน เคยรู้ เคยคิดว่าเข้าใจเรื่องความสุขมากพอล่ะก็ ควรหยุดหาได้แล้วจ๊ะ  คงต้องหันมาพิจารณาตัวเองเนืองๆว่า สุขที่รับ สุขที่เข้าใจ สุขที่เป็นอยู่นั้น อยู่กลางอากาศหรือไม่ หรือตอนนี้มันอยู่ในใจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่ารอบนอกจะวุ่นวายอย่างไร เราก็สุขสงบได้ในท่ามกลางและเหลือเผื่อแผ่ไปยังรอบๆได้ด้วย แล้วปิติสุข สุขที่สงบ จะเยือกเย็นกว่าที่ได้จากการอ่านจริงๆค่ะ

ลองหาเวลาอยู่กับตัวเองนิ่งๆ ใคร่ครวญพิจารณา มามองดูสิ่งที่กำลังหา สิ่งที่กำลังเป็น สิ่งที่กำลังทำ และสิ่งที่ได้มาแล้ว ว่าช่วยสร้างสุขได้มากและจีรังเพียงใด หากคำตอบคือ" ไม่ "แล้วล่ะก็ ....

ไม่ต้องวิ่งตามหาสุขจากที่ไหนอีกแล้ว เพราะแท้จริงมันอยู่ในใจเรา เพียงแต่หยุดวิ่งหาสิ่งที่คิดว่าจะนำมาซึ่งสุขรอบตัวให้น้อยลง แล้วแบ่งมาให้เวลากับการฝึกฝนจิตให้กระเพื่อมน้อยลง โดยอ่านหนังสือธรรมะเพื่อทำความเข้าใจให้เกิดขึ้น สวดมนต์ก่อนนอน ฝึกสมาธิให้จิตนิ่ง สนทนาธรรมให้เกิดปัญญา ทำเถอะนะ ค่อยๆเริ่ม แล้ววันหนึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดกับชีวิต เมื่อจิตกระเพื่อมน้อยลง มันจะใสเย็นขึ้น จนพบสุขที่อยู่ในใจ ลองดูนะคะ เพราะ สุขที่สงบ เป็นความรู้สึกในใจที่เบาสบาย จริงๆค่ะ :)

Wednesday, 20 July 2011

ไม่มี "บังเอิญ"

ไม่มี.."บังเอิญ"


ประตูพระอุโบสถ วัดไตรธรรมาราม

ใครที่ชอบพูดว่า มันบังเอิญน่ะ  บังเอิญ ??? ลองอ่านแล้วใคร่ครวญดูนะคะ

...ทุกสิ่งที่เกิดบนโลกใบนี้ ไม่มีเหตุบังเอิญ…พระพุทธองค์ตรัสว่า


สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
สิ่งที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้
ไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์
เป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตทั้งหมดทั้งสิ้น
และสิ่งที่เรากระทำอยู่ในปัจจุบันนี้
ก็ส่งให้เราได้รับผลในอนาคตทั้งหมดทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน

 จาก.. “บันทึกของพ่อ” สนพ. ธรรมสภา

Sunday, 10 July 2011

ชีวิตที่สุข

ชีวิตที่สุข


“ความสุข  ของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ ความรู้สึกสุข ที่คนแต่ละคนต้องการไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก บางคนเชื่อว่า  ความมี ก่อเกิดสุข  มียศ มีเกียรติ มีตำแหน่ง  มีชื่อเสียง มีบริวาร มีเงินใช้จ่ายตามที่ต้องการ  ฯ ลองอ่านข่าวนี้ดูค่ะ

ข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้มีคน ไปพบ คุณยายชาวเยอรมันมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เพียงแค่รู้จัก "การให้" และ "การรับ" โดยคุณยายเชื่อมาโดยตลอดว่า คนยากจนไม่ต้องการเงินอะไรเลย สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการและควรจะกระทำ คือ การทำตนเองให้มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคม และแม้ว่าคนจนไม่มีมีทรัพย์สิน หรือสมบัติอะไร แต่พวกเขาก็สามารถที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีคุณค่า
คุณยายได้กล่าวปิดท้ายว่า เธอไม่เคยขาดแคลนอาหาร เสื้อผ้า หรือเพื่อน เพราะมีเพื่อนอยู่เคียงข้างเสมอ ทุกวันนี้คุณยายมีความสุขดีทุกอย่าง ไม่สนว่าจะมีเงิน หรือต้องการสิ่งใดเลย เพราะได้ปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นไปหมดแล้ว และก็ไม่ห่วงว่าอนาคตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะแค่นี้ก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากแล้ว
อ่านรายละเอียดได้ใน http://hilight.kapook.com/view/60647

ดังนั้นหากเราไม่ปรุงแต่ง ติดยึดในกิเลสหรือบ่วงต่างๆมากมาย และหากเกิดมาเพียงเพื่อทำหน้าที่ ในสิ่งที่ดีและถูกต้อง ขัดเกลา พัฒนาจิตและชีวิตให้สุข สงบ เท่านี้ก็แสนสุข  ชีวิตที่สุขจริงๆก็ง่ายนิดเดียว

Monday, 4 July 2011

เมื่อพอ..ก็พบสุข

สุข.. เมื่อพอ


วันนี้ meepole ได้คุยกับคนๆหนึ่ง ตอนหนึ่งของการพูดคุยเขาก็ได้รับข้อความเรื่องราคาทองคำ และเขาก็อุทานว่าราคาลงอีกแล้วเหลือประมาณ 21,XXX  บาท ว่าแล้วเขาก็พยายามชักชวนให้ซื้อทองคำ ลักษณะเป็นกระดาษ ไม่ต้องลงทุนเต็ม ฯลฯ แต่ meepole ไม่สนใจเรื่องนี้ก็บอกเขาไปว่า ไม่ชอบเรื่องอะไรที่ทำให้ใจกระโดดขึ้นลง เป็นห่วงกังวล นั่งเฝ้า มันอาจจะเหมาะสำหรับบางคน แต่ไม่เหมาะสำหรับชีวิตในวิถีของเรา meepole ได้เตือนให้เขารู้จักพักผ่อนกับธรรมชาติบ้าง เขาก็บอกว่าเขามีสวน ปลูกต้นไม้มากมาย ก็บอกเขาว่าดีแล้วที่มี แต่จะดีมากขึ้นถ้าเรารู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นสุข ไม่ไช่ใช้เวลาทั้งชีวิตหามา หาต่อไป บางคนหาเกือบทั้งชีวิต จนลืมใช้สุขจากสิ่งที่หามา ทั้งๆที่สิ่งนั้นอยู่กับตัวแต่ไม่เคยเห็น ไม่เคยพอใจ

หลายคนแม้กระทั่งบ้านในหมู่บ้านที่ meepole อยู่ บ้านสวย ตกแต่งอย่างดี หาของมาเพิ่มเรื่อยๆ เจ้าของบ้านสามี ภรรยาทำงานเช้ามืดยันค่ำ ทุกวัน ว่างวันอาทิตย์ แต่ภรรยาชอบอยู่นอกบ้าน หาเรื่องออกได้ทุกสัปดาห์ แล้วบ่นเหนื่อยกับชีวิต ก็เคยเตือนให้ข้อคิดเขาครั้งเดียว แต่รู้สึกว่าไม่เป็นผล เขายังบ่นต่อไปและบอกว่าอิจฉา meepole จังที่เลือกได้ จริงๆแล้วไม่ต้องคิดอิจฉาอะไรเลย เพราะเขามีไม่แตกต่างจาก meepole แต่เขารู้สึกยังไม่พอ ต้องหาเงินซื้อเครื่องประดับ จะเปลี่ยนรถใหม่ ทำฟันทั้งปากให้สวย ทำมา 1 ปี ทำเสร็จ ตอนนี้จะต้องทำหน้าใหม่ให้หน้าขาว แบบที่เป็นที่นิยมกัน และต้องคงทำ ....อีก ฯ มองแล้วนึกในใจอีก 10 ปีจนเกษียณ ยังผ่อนชีวิตไม่หมด เลยต้องทำงานๆๆๆ อาจเพราะความสุขของคนไม่เหมือนกัน ตามกรรมที่มีอยู่  จริงๆความสุขกับความสงบในบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา แต่บ้านจำนวนมากสร้างให้คนใช้ ลูกจ้างอยู่อย่างสบาย ก็ไม่รู้ว่ามีบ้านโออ่า ซื้อของประดับมาไว้กันทำไมมากมาย 

รู้จักพอในสิ่งที่มี สุขกับสิ่งที่เป็น ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่ต้องขึ้นกับปากหรือสายตาใคร ดีอยู่ที่ตัวเรา ไม่มีใครทำให้เราจนหรือไม่ดีได้ เพราะลมปากเขา

ดังนั้นสุขกับปัจจุบัน สุขกับสิ่งที่มี และสุขกับการเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้างที่ยังลำบากกว่าเราตามแต่โอกาส อย่ารออยู่แต่ว่าสักวันหนึ่งเมื่อเราพร้อม เมื่อเรามีมาก เมื่อเรา....
เพราะเราอาจไม่มีโอกาสสัมผัสสุขที่แท้จริงนั้นได้เลย

Saturday, 2 July 2011

กฏของรถขนขยะ




กฏของรถขนขยะ (ตอนจบ)
.......(ต่อ) เดวิดเริ่มถามตัวเองว่าเขาปล่อยตัวเองให้เป็นที่ทิ้งขยะของคนอื่นบ่อยไหม และเขาเอาขยะเหล่านั้นไปทิ้งให้คนอื่นรอบตัวหรือเปล่า เขาจึงเริ่มเผยแพร่กฎข้อนี้ผ่านทางการพูด การเขียนมากต่อมาก (หากสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับกฎข้อนี้ ติดตามได้จากเวปไซด์ด้านล่าง)
จะเห็นว่าแค่คำพูดของคนขับรถแท็กซี่คนหนึ่ง หากคุณเปิดโอกาสให้ตัวเองนำมาไตร่ตรองด้วยปัญญา คุณก็สามารถเปลี่ยนข้อคิดนั้นให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่เดวิดทำอยู่ ทุกวันนี้เขาเขียนหนังสือ เป็นวิทยากร นักพูดที่มีชื่อเสียง ในการสัมมนาเกี่ยวกับการสร้างความสุขในชีวิต ฯลฯ

 รอย โบไมสเตอร์ (Roy Baumeister) นักวิจัยทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา สรุปจากงานวิจัยของเขาว่า คนเราจำสิ่งเลวร้ายที่เกิดกับเราได้ดีกว่าสิ่งที่ดีๆ เรามีความสามารถที่จะบันทึกสิ่งที่ไม่ดีลงไปในหน่วยความจำมากกว่าเรื่องราวที่ดีงาม และประสบการณ์ที่ไม่ดีนั้นจะถูกกระตุ้นให้จำได้ง่ายกว่าและบ่อยกว่า

 ดังนั้นตามธรรมชาติหากเราเจอรถขนขยะบ่อยๆและรับเอาขยะนั้นมา ไม่นานเราก็จะจมอยู่ในกองขยะนั้น และกลายเป็นขยะชิ้นหนึ่งในสังคมในที่สุด แต่หากเราเข้าใจกฎข้อนี้และไม่ยอมให้ใครเอาขยะมาทิ้งไว้ที่เรา หรือหากมันเป็นเหตุสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เราก็ต้องรีบกำจัดขยะนั้นให้ออกไปจากชีวิตเราให้เร็วที่สุด หากเราควบคุมชีวิตเราได้ดี เราจะสามารถสร้างช่องว่างให้สิ่งดีงามเข้ามาในชีวิตเราได้

ดังนั้นแม้ว่าวันที่ผ่านมาหรือชั่วโมงที่ผ่านมานั้นเขาเหล่านั้นจะได้เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มาก็ตาม ยิ่งกับคนที่สำคัญที่เรารัก เราต้องยิ่งพร้อมที่จะอยู่กับเขาด้วยใจที่ปลอดโปร่งเต็มร้อย
ผู้นำที่ดีต้องพร้อมที่จะเข้าประชุมในการประชุมถัดไป
หมอที่ดีต้องพร้อมที่จะเจอคนไข้รายต่อไป
 พนักงานขายที่ดีต้องพร้อมที่จะรับใช้แขกคนถัดไป
พ่อแม่ที่ดีต้องพร้อมที่จะต้อนรับลูกกลับมาจากโรงเรียน
ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จต้องไม่ปล่อยให้รถขนขยะ นำขยะเข้ามาทำลายความผาสุกในชีวิต ปล่อยให้รถขนขยะเหล่านั้นผ่านเราไปโดยไม่หยุดทิ้งขยะนั้นไว้กับเรา เราจะเป็นสุขมากขึ้น
ขอให้ทุกๆคนที่เข้ามาอ่าน นำไปคิด และใช้ชีวิตที่มีสุขที่สงบนะคะ :)


แปลโดย คุณปริม ทัดบุปผา มิตรจากแดนไกล ผู้รู้จักกันในงานเขียน



Monday, 27 June 2011

กฏของรถขนขยะ

"กฏของรถขนขยะ" 1

ที่มาภาพ : datingsymbol.com

ช่วงนี้กำลังเขียน และรวบรวมบทความ เรื่องน่ารู้ ลงในหนังสือ pocket book เรื่อง 3 อ เพื่อสุขภาพ จะไว้แจกในงานฉลองกุฏิ 3 หลัง ที่ meepole และสามีสร้างถวายแก่วัดพระอารามหลวง ในส่วนของ อ.ที่สาม คือ อารมณ์ นั้นได้รวมบทธรรมของพระสงฆ์และฆราวาส ได้เขียนไว้ ซึ่ง meepole  อ่านและคัดมาให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตที่เป็นสุขและสงบต่อไป เรื่องหนึ่งที่นำมาลงเป็นของมิตรจากแดนไกล (คุณปริม ทัดบุปผา) ที่รู้จักกันจากการติดตามงานเขียนของกันและกันในบล็อก และได้ขออนุญาตเธอนำมาลงในหนังสือเล่มนี้ด้วย ซึ่งเธอยินดีมากและอนุโมทนา จึงขอนำเพียงส่วนหนึ่งมาลงในนี้เพื่อประโยชน์ต่ออีกหลายๆท่านที่ได้มาเยือน


บ่อยครั้งไหม???...  ที่คุณปล่อยให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเข้ามาทำให้อารมณ์สดใสของคุณบูดไปอย่างง่ายดาย
บ่อยแค่ไหน???...  ที่คุณปล่อยให้อารมณ์โกรธพุ่งพล่านเมื่อคนขับรถที่ไม่มีมรรยาทตัดแซงเข้าในเลนของคุณอย่างกระทันหันในเช้าของวันที่ควรจะสดชื่น
บ่อยไหม???...  ที่ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในห้องประชุมกลายเป็นประเด็นการถกเถียงที่ทำให้คุณหัวเสียทั้งวัน และ
กี่ครั้งที่คุณหงุดหงิดกับ..............
หากคุณไม่ใช่เทอร์มิเนเตอร์ที่สามารถคืนสู่ร่างเดิมได้ทันทีเมื่อร่างนั้นถูกทำให้บุบสลาย คุณอาจต้องใช้เวลานานหน่อยที่อารมณ์เสียนั้นจะคืนสู่สภาพปกติ เดวิด โพเลย์ (David Pollay) นักพูดนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันบอกว่า คนที่จัดว่าประสบความสำเร็จได้คือ คนที่สามารถนำอารมณ์ที่ถูกกระทบกระทั่งนั้นให้เข้าสู่สภาวะปกติได้เร็วที่สุด เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และตั้งชื่อกฏนี้ว่า "กฏของรถขนขยะ"

ตอนต่อไปจะเอาเรื่องของ "กฏของรถขนขยะ" ที่คุณปริมได้แปลไว้ มาให้อ่านต่อค่ะ:)

Wednesday, 22 June 2011

แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป

"แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป"



ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องประสบกับโลกธรรม 8 คือได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เป็นธรรมดา หากเราสามารถเตือนสติตนเองได้ว่า
"แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป"

ก็จะช่วยให้เราทำใจเป็นกลางทำใจเป็นปกติได้ เมื่อความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้น
เมื่อมีทุกข์ ทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำความทุกข์นั้นมาเป็นกังวล
เมื่อมีสุข สุข นั้นก็ไม่จีรังยั่งยืนเช่นกัน เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง

ข้อความข้างต้น ต้องขออภัยที่ตอนเก็บมาไม่ได้บันทึกว่าเอามาจากที่ใด แต่อ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ต่อทั่วไป จึงนำมาบันทึกไว้ในนี้อีกครั้ง

ดังนั้นหากใครตระหนักรู้ คิด และสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ประคองจิตได้ ชีวิตจะอยู่เหนือทุกข์ จริงๆ  ทุกสิ่งเข้ามาแล้วผ่านไป แต่สิ่งสำคัญที่อยากให้คิดคือ เราต้องไม่ไช่ผู้เบียดเบียน ไม่ไช่ผู้ทำผิดเสียเอง  สุขหรือทุกข์ที่ได้จากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่จีรังแล้ว การกระทำผิดนั้นมันจะฝังเตือนอยู่ในสำนึกตลอดเวลา สุขไม่จริง แต่ทุกข์น่ะจริง และยังต่อกรรมไม่รู้จบอีกด้วย 

 ดังนั้นเริ่มต้นทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  ชีวิตจะประสบพบแต่สิ่งที่ดีจริงๆค่ะ
ลองดูนะคะ :)

Monday, 20 June 2011

เสียดายโอกาส

เสียดายโอกาส


ได้โอกาสเกิดเป็นมนุษย์นั้น โชคดีแท้ 
แต่ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักพอ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องบุญ-บาปหรือไม่
แต่สิ่งที่ทำไปนั้น ล้วนก่อเกิดทุกข์ทั้งสิ้น เท่ากับตัดเส้นทางบุญคือความดีไปแล้ว
น่าเสียดายโอกาสนั้นจริงๆ
meepole




ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาส ที่ว่าไว้ดังนี้
I’m happily at peace because I don’t want anything
สุขสันต์เพราะฉันไม่ได้เอาอะไรมา

At birth, I didn’t bring anything, so no suffering.
But once born, I learnt how to take all kinds of things and thus have suffered.
เกิดไม่ได้เอาอะไรมาเลยไม่ทุกข์ แต่เกิดมาแล้วจึงรู้จักเอาอะไร แล้วก็เป็นทุกข์

หากเรารู้อย่างนี้แล้ว และอยากลดทุกข์ให้น้อยลง ก็ลดการยึดติด ความเป็นของฉัน ความกังวล ให้น้อยลง วางที่แบกไว้ ยึดติดไว้ ได้หมดเมื่อใด ก็สบายเมื่อนั้น

Monday, 9 May 2011

การแผ่เมตตา

การแผ่เมตตา



เราทุกคนรู้จักคำว่าเมตตาเป็นอย่างดี เพราะเราจะถูกสอนแนะนำว่า สวดมนต์ ทำบุญ หรือตักบาตรแล้วอย่าลืมแผ่เมตตาด้วย แล้วเราก็แผ่เมตตาตามบทที่เคยท่องอ่าน หรือว่าตามๆกัน แล้วจบ 
 ลองอ่านข้อความต่อไปนี้ดูนะคะ

เมตตาเป็นความรัก ความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข เป็นความรักที่บริสุทธ์
ดังนั้น หากเราหมั่นอบรมจิตใจให้เมตตาตั้งขึ้นในจิตใจได้
จิตใจก็จะพ้นจากโทสะพยาบาท
ผู้ที่จะแผ่เมตตาได้จะต้องทำใจตัวเองให้มีเมตตาก่อน
โดยฝึกจิตใจตัวเองให้อ่อนโยน สงบเย็น
แล้วจึงแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น
เพราะการจะแผ่สิ่งใดออกมาได้
จิตใจจะต้องมีคุณสมบัตินั้นอย่างแท้จริงก่อน
และผู้รับย่อมรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้น


ดัดแปลงจาก ละความโกรธด้วยความรักและเมตตา
จากหนังสือ เหตุสมควรโกรธ..ไม่มีในโลก
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ที่มาภาพ: japanwallpaper.blogspot.com